หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ค่านิยมหลัก 12 ประการ

ค่านิยมหลัก 12 ประการ

1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 
2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม
3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม
5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา
12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมา




ค่านิยมหลักข้อที่ 8

มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่ 

ประเภทของ “วินัย”
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2529 : 2-63) ได้จัดจำแนกระเบียบวินัยออกเป็น 3  ประเภท ดังปรากฏในเอกสารคำสอน ชุดการปลูกฝังและเสริมสร้างค่านิยมพื้นฐานการมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ดังนี้

1. การมีระเบียบวินัยในการศึกษาเล่าเรียน  หมายถึง การที่นักเรียนสามารถควบคุมตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอย่างมีระเบียบแบบแผน มีเหตุผลและเป้าหมายในการเพิ่มพูนความรู้ เพื่อพัฒนาตนเอง  โดยการจัดตารางเวลาไว้สำหรับศึกษาเล่าเรียนและการควบคุมตนเองให้ปฏิบัติตามตารางดังกล่าวได้ มีความตั้งใจเล่าเรียนอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วิชา มีการเตรียมตัวอ่านบทเรียนมาก่อนที่จะถึงเวลาเรียนและทบทวนบทเรียนทุกครั้งภายหลังจากการเรียน เข้าเรียนตรงเวลา ไม่ลอกคำตอบจากเพื่อน อีกทั้งต้องไม่เปิดโอกาสหรือยินยอมให้เพื่อนลอกคำตอบในเวลาสอบ มีการเตรียมอุปกรณ์การเรียนอย่างครบถ้วนและพร้อมสำหรับการใช้อยู่ตลอดเวลา



2.  การมีระเบียบวินัยในที่อยู่อาศัย  หมายถึง การที่นักเรียนสามารถควบคุมตนเอง โดยการประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในการรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  มีการจัดตกแต่งที่อยู่อาศัยให้น่าอยู่ ไม่รับประทานอาหารในห้องนอน  จัดแบ่งเนื้อที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนเหมาะสมต่อการทำกิจกรรมต่างๆ อีกทั้งต้องไม่คุย หัวเราะ จัดงานสังสรรค์ ตลอดทั้งการเปิดโทรทัศน์เสียงดังรบกวนผู้อื่น



ดังภาพ ผู้หญิงคนนี้ได้ปฏิบัติตนในด้านการมีระเบียบวินัยในที่อยู่อาศัย คือ การเขาทำความสะอาดบ้านเรือน และได้เก็บของ จัดของ เข้าที่ให้เรียบร้อยอย่างเป็นระเบียบ

3.  การมีระเบียบวินัยในสังคม  หมายถึง การที่นักเรียนสามารถประพฤติปฏิบัติอย่างมีระเบียบแบบแผน ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เคารพปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อบังคับของสังคม รู้จักใช้สิทธิและหน้าที่ ละเว้น การใช้อภิสิทธิ์โดยรับบริการและให้ บริการที่เป็นไปตามลำดับก่อนหลัง อีกทั้งมีมารยาทในการใช้ถนน การขับขี่ยานพาหนะ โดยการปฏิบัติตามกฎจราจร และมีการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่เมื่อรู้เห็นการกระทำผิดระเบียบวินัยและกฎหมาย



ส่วนกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 100) ได้กล่าวถึงประเภทของระเบียบวินัยไว้ในเอกสารเสริมความรู้สำหรับครู กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัยจริยศึกษา ดังนี้

1. ระเบียบวินัยภายนอก ได้แก่

    1.1 การรักษาระเบียบวินัยในการบริโภค เช่น การรับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัยและสุขวิทยา รับประทานอาหารเป็นเวลา มีมารยาทเรียบร้อยในการรับประทานอาหาร

    1.2  การรักษาระเบียบวินัยในการอุปโภค เช่น การรักษาร่างกาย เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย

1.3  การรักษาระเบียบวินัยต่อสถานที่ เช่น การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งในสำนักงาน วัดวาอาราม สถานที่ราชการ และสาธารณะสถานต่างๆ โดยการประพฤติปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับของสถานที่นั้นๆ

1.4 การรักษาระเบียบวินัยในการปกครอง เช่น การสร้างวินัยเพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติ เอาใจใส่กวดขัน โดยปรับปรุงระเบียบต่างๆ ให้มีมาตรฐานและถือปฏิบัติให้เป็นแบบอย่าง

2. ระเบียบวินัยภายใน ได้แก่

     2.1 ระเบียบท่วงที เช่น การจัดท่าทางท่วงทีให้มีความเหมาะสมทั้งแก่ฐานะและภูมิรู้ของตนเอง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่นและไม่ทะนงตน

     2.2 ระเบียบกิริยา เช่น การควบคุมอาการของร่างกายที่เคลื่อนไหวให้ปรากฏแก่คนทั่วไป    โดยควบคุมและปรับปรุงกิริยาให้งดงาม มีความเป็นระเบียบ มีกิริยาดี สุภาพ อ่อนโยน มีการประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องตามกาลเทศะ

2.3 ระเบียบวาจา เช่น การพูดสมานไมตรี พูดไพเราะ พูดดีมีประโยชน์ ไม่พูดคำซึ่งเป็นเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ และไม่พูดจาเพ้อเจ้อ


      2.4 ระเบียบใจ เช่น การรู้จักที่จะควบคุมอารมณ์และจิตใจให้อยู่ในกรอบที่ดีงาม





1. การมีมีวินัยในตนเอง ยอมรับและถือปฏิบัติตามกฎ กติกา มารยาท ขนบธรรมเนียม และแบบแผนอันดีงามของสังคม
         ข้าพเจ้าปฏิบัติตามระเบียบที่สถานศึกษากำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่เคยถูกดำเนินการทางวินัย  แต่งกายตามระเบียบและเหมาะสม
กับกาลเทศะ ไม่เคยออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความเต็มใจและเต็มความสามารถ มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยึดมั่นในพุทธศาสนาและปฏิบัติตน
เป็นพุทธสาสนิกชนที่ดี  ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม    ส่งเสริมและเข้าร่วมประเพณีหรือวัฒนธรรมต่าง ๆ  ที่สังคม  ชุมชนจัดขึ้นทุกโอกาส 

2. การรักษาและเสริมสร้างวินัยในตำแหน่งหน้าที่ราชการ  การปฏิบัติตามกฎหมาย  ระเบียบแบบแผนของทางราชการ  ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม
         ข้าพเจ้าปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ปฏิบัติตน
อยู่ในกรอบของวินัย ปฏิบัติตนตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานทางการศึกษา และไม่เคยกระทำผิดทางวินัย

3. การตรงต่อเวลาและการอุทิศเวลาให้แก่ทางราชการและผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
         ข้าพเจ้าวางแผนในการบริหารเวลาและใช้เวลาในการปฏิบัติหน้าที่อย่างคุ้มค่าโดยกำหนตารางเวลาในการทำงานในแต่ละวันเป็นผู้ที่ปฏิบัติตน
ตรงต่อเวลาในการนัดหมาย การปฏิบัติหน้าที่ การประชุม การส่งงาน/รายงานที่ได้รับมอบหมาย อุทิศเวลาของตนให้แก่นักเรียน โรงเรียนและราชการ

4.  ความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่  การรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ  และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
         ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสมอภาคและเที่ยงธรรม มีความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใส่ รักษาประโยชน์ของทางราชการไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ และปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ
อย่างเคร่งครัด
5.  การรักษาความสามัคคี  มีน้ำใจ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงาน  องค์กร  และชุมชน
          ข้าพเจ้าประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ชุมชน สังคม มีความสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียน และระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกัน ผู้ปกครองและผู้มีติดต่อราชการ ให้การต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมแก่นักเรียนและผู้มาติดต่อราชการ
1.  การเป็นสมาชิกที่ดี สนับสนุนหรือร่วมกิจกรรมของวิชาชีพ และทางวิชาการอย่างสร้างสรรค์
          ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่น ชื่นชม ภูมิใจในความเป็นครูและองค์กรวิชาชีพ ว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อสังคมชื่นชมในเกียรติ และรางวัลที่ได้รับ และรักษาไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยกย่องชื่นชมเพื่อนครูที่ประสบผลสำเร็จเกี่ยวกับการสอน เผยแพร่ผลสำเร็จของตนเองและเพื่อนครู ทั้งยังเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพครูและสนับสนุนและเข้าร่วม ในกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ

2.  การศึกษา  ค้นคว้า  ริเริ่ม  สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ๆ มาใช้พัฒนางานในวิชาชีพ
          ข้าพเจ้าได้นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนางานเช่น จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน จัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ , จัดทำ Web Blog ทดลองใช้นวัตกรรม / วิธีการใหม่ ๆ โดยมีการจัดทำเอกสารหรือคู่มือประกอบในการพัฒนางานจัดทำรายงานผลการพัฒนางานที่เป็นรูปธรรม ชัดเจนเผยแพร่นวัตกรรม / วิธีการใหม่ ๆ /คู่มือต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และหลากหลายรูปแบบ

3.  การมีบทบาทเป็นผู้นำทางวิชาการในวงการวิชาชีพ
          ข้าพเจ้าแสดงบทบาทการเป็นผู้นำ และผู้ตามในการทำงาน พร้อมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม เกือบทุกโอกาส จัดเก็บหลักฐาน / ร่องรอยการแสดง บทบาทการเป็นผู้นำ และผู้ตามไว้อย่างเป็นระบบทั้งในระบบ แฟ้มพัฒนางาน และทางเว็บไซต์

4.  การรักษาชื่อเสียงปกป้องศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพและการยกย่องเชิดชูเกียรติ
          ข้าพเจ้ามีความชื่นชม และศรัทธาในคุณค่าของตนเองและวิชาชีพยกย่องเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานในวิชาชีพให้สาธารณชนรับรู้ และชื่นชมร่วมกัน เลือกใช้หลักวิชาที่มั่นใจว่าถูกต้องสร้างสรรค์เทคนิควิชาการใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพให้เกิดผลดีแก่ศิษย์หรือผู้รับบริการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิก
ในองค์กร  หรือวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง  โดยใช้องค์ความรู้ในการปฏิบัติงาน อุทิศตนเพื่อประโยชน์ของศิษย์ หรือผู้รับบริการและความก้าวหน้าของวิชาชีพ ประชาสัมพันธ์และเข้าร่วมกิจกรรมการของวิชาชีพ หรือองค์กรวิชาชีพอยู่เสมอ
1. การเอาใจใส่ ถ่ายทอดความรู้  หรือส่งเสริมการแสวงหาความรู้โดยไม่บิดเบือน  ปิดบังหวังสิ่งตอบแทน
          ข้าพเจ้า  อบรม สั่งสอน ฝึกฝน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างมุ่งมั่น และตั้งใจ สอนเต็มเวลาไม่เบียดบังเวลาของนักเรียน ไปหาผลประโยชน์ส่วนตน เอาใจใส่อบรมสั่งสอนจนเกิดทักษะในการปฏิบัติงาน อุทิศเวลาตามความจำเป็น และเหมาะสม ไม่ละทิ้งชั้นเรียนหรือขาดการสอน 

2.  การเอาใจใส่ช่วยเหลือผู้เรียน  และผู้รับบริการเต็มความสามารถตามหลักวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ  เท่าเทียมกัน
         ข้าพเจ้าเลือกใช้วิธีการที่หลากหลายในการสอนให้เหมาะสมกับสภาพของผู้เรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ อบรมสั่งสอนนักเรียนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังมอบหมายงาน และตรวจผลงานด้วยความยุติธรรม

3.  การศึกษา  ค้นคว้า  ริเริ่ม  สร้างสรรค์ความรู้ใหม่  นวัตกรรมในการพัฒนางานในหน้าที่
         ข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยการเข้าประชุม อบรม สัมมนาทางวิชาการ การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และดาวน์โหลดเอกสารที่สำคัญ ไว้สำหรับศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่เพื่อประโยชน์สำหรับผู้สนใจทั่วไป  ตลอดจนศึกษาดูงานด้วยวิธีการอื่นๆ จัดทำเอกสารสรุปความรู้ที่ได้รับเผยแพร่ทั่วไป ทั้งในรูปแบบเอกสารแผ่นพับ  และผ่านทางเว็บไซต์

4.  การประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพและแบบแผน  พฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ
          ข้าพเจ้าปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการ เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผู้เรียน  มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียน ให้เต็มตาศักยภาพ  พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง  พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ    จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเน้นผลถาวร ที่เกิดแก่ผู้เรียน รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน    ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์    แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์

5.  การมีจิตอาสา จิตสาธารณะ  และมุ่งประโยชน์ส่วนรวม
          ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการที่จะสละเวลาช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันร่วมทุกร่วมสุขกับเพื่อนร่วมงานทุกคนด้วยความเอื้ออาทร มีนิสัยชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน และกระตือรือร้นอาสาช่วยเหลืองานโรงเรียน ชุมชนและสังคมด้วยความเต็มใจ มีแนวคิดเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
1. ความอุตสาหะ ขยัน อดทน มุ่งมั่นและรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยยึดหลักประหยัด  คุ้มค่า  มีประสิทธิภาพ
         ข้าพเจ้ามีความวิริยะ อุตสาหะ ในงานหน้าที่ความรับผิดชอบ มีความอดทนไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคไม่เคยแสดงออกถึงความย่อท้อ เป็นผู้ใฝ่ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ มีความตั้งใจปฏิบัติงานให้ได้รับความสำเร็จสนใจ และเอาใจใส่งานที่รับผิดชอบ ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดหลักผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญคำนึงถึงการใช้วัสดุอุปกรณ์ และสาธารณูปโภคได้อย่างประหยัด และเหมาะสมจนได้รับการยกย่องในความสำเร็จของงานอยู่เป็นประจำ

2.  การยึดมั่นในคุณธรรม  จริยธรรม  มีความศรัทธาและปฏิบัติตนตามหลักศาสนา
          ข้าพเจ้าประพฤติปฏิบัติตนในฐานะ พุทธศาสนิกชนที่ดี โดยละเว้นต่อการประพฤติชั่ว และไม่ลุ่มหลงอบายมุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม พร้อมทั้งเสียสละแรงกาย และสละกำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นที่ตกทุกข์ ซึ่งบ่งบอกถึงมีความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารีต่อบุคคลอื่นโดยทั่วไป มีความซื่อสัตย์ สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้กับผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน

3. การยึดมั่นในหลักนิติธรรมยืนหยัดการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม และชอบด้วยกฎหมาย
          ข้าพเจ้าเป็นผู้รัก และปฏิบัติตามระเบียบ และกฎหมายที่กำหนดไว้โดยได้กำชับและมุ่งเน้นให้นักเรียนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้ประพฤติและปฏิบัติตน ให้เป็นตัวอย่างแก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ และยังได้นำแนวทางนโยบาย หรือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชา มาถ่ายทอดสู่การปฏิบัติอย่างทุ่มเทและจริงใจซึ่งเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงการเชื่อฟัง และให้ความเคารพต่อผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้ยังเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ตรงต่อเวลาทั้งในเรื่องงาน และวินัยส่วนตัว จะสังเกตได้จาก การนัดเวลาประชุม หรือการติดตามงาน เป็นต้น

4.  การยึดมั่นในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
          ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่สนับสนุนการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมาหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และดำเนินการวางรากฐานให้เกิดระบอบประชาธิปไตยทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ วางตนเป็นกลางทางการเมือง ในการปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน โดยต้องไม่อาศัยอำนาจ และหน้าที่ราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองใด

5.  การมีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย  และสิ่งแวดล้อม ข้าพเจ้ามีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทยและภูมิปัญญาไทย ในด้านการเรียน รู้และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องทั้งการพูด การอ่าน การเขียน และการดำเนินชีวิตตามวิถีไทยโดยร่วมกับคณะครูในโรงเรียนจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้ผู้เรียน รักษาความสามัคคีของหมู่คณะ มีการแสดงออกเกี่ยวกับมารยาทไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และนิยมใช้ของไทย เช่น การประกวดมารยาทไทย การศึกษาแหล่งเรียนรู้ การแต่งกายผ้าไทย
1. การดำรงชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
         ข้าพเจ้าเรียนรู้และปฏิบัติตามวิถีแนวทางอยู่อย่างเศรษฐกิจพอพียงใช้ทักษะในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม มีนิสัยขยันหมั่นเพียร รักการทำงาน ปฏิบัติหน้าที่อย่างเห็นคุณค่าในทรัพย์สินของทางราชการ ประหยัดและอดออมตามสมควรแก่ฐานะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย รู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัด เก็บหอมรอมริบจนสามารถมีบ้านของตนเอง เป็นหลักของครอบครัว ให้การศึกษาอุปการะแก่พี่น้อง และบุตรหลาน

2. การละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด
         ข้าพเจ้าเป็นผู้ละเว้นอบายมุขทั้งปวง เพราะเชื่อว่าอบายมุขทำให้ชีวิตไม่เจริญ   นำมาซึ่งความล้มเหลวทั้งชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงานได้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือสนับสนุนการรณรงค์ป้องกันปัญหายาเสพติดมาโดยตลอด และดูแลสอดส่องพฤติกรรมนักเรียน โดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มาอย่างต่อเนื่อง

3. การใช้หรือให้ข้อมูล  ข่าวสารของส่วนบุคคลและของทางราชการให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง
         ข้าพเจ้าได้ให้ความร่วมมือ และความช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา  เพื่อนร่วมงาน  นักเรียน  ผู้ปกครองและชุมชนทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน  อำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการที่มาติดต่อประสานงานหรือขอความช่วยเหลือด้วยความเอื้อเฟื้อ เต็มใจ เอื้ออารี และตรงความต้องการ ไม่ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และได้พัฒนาระบบการให้บริการ โดยลดขั้นตอนการทำงาน ให้ความสะดวกในการให้บริการ 
4.  การดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี  เหมาะสมกับสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่
         ข้าพเจ้ายึดหลักการดำรงชีวิตแบบพอเพียงในการครองตน  ตามความเหมาะสมทั้งฐานะทางสังคม  ทางการเงินและในฐานะบุตรที่ดีของบิดามารดา            ได้ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม โดยยึดมั่นในประเพณีและวัฒนธรรมไทยอย่างเคร่งครัด ไม่เคยกระทำความเสื่อมเสีย ต่อศีลธรรมอันดีของไทย เป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อครูและนักเรียน โดยเข้าร่วมกิจกรรม ในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันอาสาฬหบูชา  วันเข้าพรรษา  วันวิสาขบูชา  วันมาฆบูชา วันพ่อ เป็นต้น

5.  การประหยัด  มัธยัสถ์  อดออม
         ข้าพเจ้ามีการวางแผนการใช้จ่ายเงินรายได้ของคอบครัวให้เพียงพอ ไม่ใช้จ่ายเกินเงินเดือนในแต่ละเดือน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เล่นการพนัน ไม่ทิ้งขว้างสิ่งของ ใช้สิ่งของอย่างรู้ค่า นำสิ่งของเหลือใช้มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่น ทั้งยังสนับสนุนส่งเสริมและให้คำแนะนำแก่เพื่อนร่วมงาน ในการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง





พจนานกรมฉบ ุ ับราชบัณฑตยสถาน ิ (2547 : ออนไลน,อางถึงในวีระศักดิ์ไชยเสน ,2548 : 
33) ไดแยกกลาวถึงความหมายระหวางคาวํ าระเบยบก ี บวั ินัยออกจากกันกลาวคือระเบียบ
หมายถึงถูกลําดับถูกที่เปนแถวเปนแนว มีลักษณะเรียบรอย สวนคําวาวนิัยหมายถึงระเบียบ
สาหร ํ ับกํากับความประพฤติใหเปนแบบแผนอันหนึ่งอนเดั ียวกนั
ระเบียบวินยัคือคุณสมบัติที่สําคัญในการดาเนํ ินชวีิต (พระบรมราโชวาทของ
พระบาทสมเดจพระเจ ็ าอย  ูหวัรัชกาลที่ 9, 2547 : ออนไลน,อางถึงในวระศ ี ักดิ์ไชยเสน, 2548 : 33) 
ระเบียบวินยั หมายถึงความสามารถของบุคคลในการควบคุมอารมณและพฤติกรรมของ
ตนเองใหเป นไปตามที่มุงหวังโดยเกิดจากการสํานึก ซงตึ่ องไม  กระทาการใดๆ ํ อันเปนผลทําใหเกดิ
ความยุงยากแกตนเองในอนาคตหากแตตองเป  นสิ่งที่กอใหเกดความเจร ิ ิญรุงเรืองแกตนเองและผูอนื่
โดยไมขัดตอระเบียบของสังคมและไมขัดตอสิทธิของผูอื่น (อําพร กาทอง, 2529 : 7) 
ระเบียบวินยั หมายถึงความมีวินัยในตนเอง สามารถควบคุมตนเองใหปฏ ิบัติตนตาม
ระเบียบขอตกลงของสังคมสวนรวมดวยความสมัครใจของผูปฏิบัติเองเพื่อความสงบสุขในชีวิต
และความเปนระเบ  ียบเรยบร ี อยของส  ังคม (หัทยา สารสิทธิ์, 2541 : 9) 
ระเบียบวินยั หมายถึงการเคารพในขอตกลงการเชื่อฟงและปฏ  ิบัติตามระเบียบแบบแผน
ขององคการโดยตองมีขอตกลงที่ชัดเจนและมีความยุติธรรม มีการลงโทษอยางยตุ ิธรรมเสมอกัน12
ซึ่งปรากฏอยูในเว็บไซต http://www.ripb.ac.th/~intanin/eleam/EJUDKAN (2547 : ออนไลน, 
อางถึงในลัดดา บุญทรง, 2548 : 35) 
ระเบียบวินยั หมายถึงแบบแผนกฎเกณฑที่กําหนดไวเป นแนวปฏิบัติคนที่มีระเบียบวินัย
เปนคนที่สามารถควบคุมตนเองใหประพฤติปฏิบัติตนไดตามแบบแผนกฎเกณฑ  และขอบังคับของ
สังคมนั้นไดโดยอาจจะใชกฎเกณฑ  ขอบังคับเปนเครื่องกําหนดใหทําตาม ซึ่งเรียกวาระเบ  ียบวินยั
ภายนอกหรืออาจจะปฏิบัติเพราะตระหนกถั งความถ ึ ูกตองเหมาะสมด  งามด ี วยตัวของตัวเองแมบาง
อยางจะไมไดมีการกําหนดไวเปนกฎเกณฑขอบังคับก็ตาม ซึ่งเรียกวามีระเบียบวินยในตนเอง ั
(สุพัตรา เทียนอุดม, 2536 : 5) 
ระเบียบวินยั หมายถึงการฝกฝนในล  ักษณะนิสัยรวมทั้งจิตนิสัยใหมีทงความถ ั้ ูกตองและ
สมบูรณ (Fortosis, 2004 : Online,อางถึงในลัดดา บุญทรง, 2548 : 35) 
นอกจากนี้ยังมีผูใหความหมายของคําวาระเบียบวินยั หากแตใชคําวาวินัยเพยงคี ําเดียวใน
การใหความหมายดังนี้
วินัยหมายถึงการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนขอบังคับธรรมเนียมประเพณีของสถาบัน
ตลอดจนคําสั่งของครูอาจารยและผูมีอํานาจที่เกี่ยวของ (มาลินีจุฑะรพ, 2539 : 281) 
วินัยหมายถึงระเบียบกฎเกณฑขอบังคับสําหรับควบคุมความประพฤติทางกายของคน
ในสังคมใหเรยบร ี อยดีงาม เปนแบบอยางอันหนึ่งอันเดยวก ี ันจะไดอยูรวมกนดั วยความส  ุขความ
สบายไมกระทบซึ่งกันและกันใหหางไกลจากความชวทั่ ั้งหลายการอยูรวมกนเป ั นหมูเหลาถาขาด
ระเบียบวินยัตางคนต  างทําตามอําเภอใจความขัดแยงก็เกิดมีขึ้นไดความสงบสุขการงานที่ทําก็จะ
เสียผลซึ่งปรากฏอยูในเว็บไซต http://www1.freehostingguru.com (2547: ออนไลน, อางถึงใน
ลัดดา บุญทรง, 2548 : 36) 
วินัยหมายถึงการอยในระเบ ู ียบแบบแผนขอปฏิบัติซึ่งวินัยนั้นใชเฉพาะกับคนเทานั้น
วินัยจึงเปนแบบของคน ถาทุกคนปรับตัวอยูในวินยแล ั วถือวาเปนคนดทีั้งสิ้นซึ่งปรากฏอยูใน
เว็บไซต http://montri95.tripod.com/hbdisp/hbdisp1.htm. (2547 : ออนไลน) 
วินัยหมายถึงการควบคุมตนเองโดยมุงทการพ ี่ ัฒนาตนเองเพื่อปรับตัวใหสอดคลองกับ
ความจําเปนและความตองการ ซึ่งตองอาศัยการวางเงื่อนไขเพื่อทําใหพฤต  ิกรรมนั้นมีความเปน
ระเบียบภายใตกระบวนการทางนิติธรรม ซึ่งปรากฏอยูในเว็บไซต
http://montri95.tripod.com/Displess/Vnpe.htm. (2547 : ออนไลน,อางถึงในสุจิตตรา แกวตะรัตน, 
2548 : 45) 
วินัยหมายถึงระเบียบหรือขอปฏิบัติตาง ๆที่เกิดขึ้นจากความสมัครใจของผูปฏิบัติ (หวน
พินธพัน, 2528 : 95, อางถึงในหัทยา สารสิทธิ์, 2541 : 25) 13
วินัยหมายถึงระเบียบแบบแผนกฎเกณฑขอบังคับที่กําหนดขึ้นในสังคมหนึ่ง ๆ อันเปนที่
ยอมรับของสมาชิกในสังคม เพื่อใชเปนหลักหรือแนวทางในการปฏบิัติของบุคคลในสังคมใหเกดิ
ความสงบสุข (หัทยา สารสทธิ ิ์, 2541 : 25) 
วินัยหมายถึงการรูจักปองกนตนเอง ั การกระทําตามขอบังคับตาง ๆ อันเกิดจากความสมัคร
ใจของผูปฏิบัติที่ไดมองเหนค็ ุณคาของการปฏิบตัิตามกฎ ขอบังคับวาเปนส ิ่งที่ดํารงไวซึ่งความสงบ
เรียบรอยนํามาซึ่งความสุขและความเสมอภาคแกสมาชิกทุกคน (พนัส หันนาคินทร, 2524  : 248, 
อางถึงในหัทยา สารสิทธิ์, 2541 : 25) 
วินัยหมายถึงระเบียบขอบังคับตางๆที่สถานศึกษากําหนดขึ้นเพื่อใหน ักเรียนนักศกษา ึ
ปฏิบัติตาม แมระเบียบบางประการจะมไดิ กําหนดไวอยางเปนลายลักษณอักษรหากแตเปนความ
คาดหวังของครูที่จะทําใหนกเรั ียนนักศึกษาวางตวหร ั ือประพฤติตนทงในสถานศ ั้ ึกษาหรือนอก
สถานศึกษา ซึ่งถานักเรียนนกศั ึกษาประพฤติตนผิดไปจากระเบยบและความคาดหว ี งของคร ั ูก็ถือ
วาทําผิดวนิัยและครูอาจจะใชวิธีลงโทษที่แตกตางกนตามความเหมาะสมก ั ับความผิดนั้น
(ภิญโญ สาธร, 2523 : 402) 
วินัยหมายถึง มาตรการที่สรางขึ้นเพื่อใหสมาชิกในสังคมตองปฏิบัติตามขอบังคบและ ั
สังคมไดกําหนดไวมาตรการเชนนี้อาจจะเปนทั้งการสงเสริมใหกระทําความดีหรอให ื ปฏิบัติตาม
ขอบังคับหรือเปนการลงโทษเพื่อใหหกหั ามการกระท  ําที่ฝาฝนระเบียบขอบังคับหรือการกระทําไม
ดีก็ได (พนัส หันนาคินทร, 2529 : 292,  อางถึงในสุนันทพรมดี,2540 : 43) 
วินัยหมายถึงการเชื่อฟงครูบาอาจารยตลอดจนประกาศและคําสั่งของโรงเรียนการกระทํา
ตามระเบียบวนิัยที่กําหนดไวปฏิบัติตามสิ่งที่สมควรจะกระทําถึงแมวาจะไมก ําหนดไวเปนระเบียบ
หรือกฎเกณฑก็ตาม เชนไมม ีกฎหามใสหมวกในหองเรยนี แตผูมวีินยยั อมไมกระทําเชนนั้น
(ปน มาลากุล,2506 : 60,อางถึงในชูชีพออนโคกส  ูง, 2522 :130) 
จากความหมายซึ่งมีผูกลาวไวขางตนพอจะกลาวสรุปไดวาระเบยบว ี นิยั หมายถึงความ
สามารถของบุคคลในการควบคุมอารมณและพฤติกรรมของตนเองใหอย ูในแบบแผนตามที่มุงหวงั
เพื่อใหสามารถอยูรวมกันไดดวยความสงบสุขอันเปนคุณสมบัติที่สําคัญในการดําเนนชิ ีวิต
2. ประเภทของระเบียบวินัย
หนวยศึกษานิเทศกกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ (2529 : 2-63) ไดจดจั ําแนก
ระเบียบวินยออกเป ั น 3 ประเภทดังปรากฏในเอกสารคําสอนชุดการปลูกฝงและเสริมสรางคานิยม
พื้นฐานการมีระเบียบวินยและเคารพกฎหมาย ั ขอบังคับระเบียบแบบแผน และขนบธรรมเนียม
ประเพณีอนดั งาม ี ดังนี้14
 1. การมีระเบยบว ี ินยในการศ ั ึกษาเลาเรียนหมายถึงการที่นักเรียนสามารถควบคุมตนเอง
ใหประพฤติปฏิบัติอยางมีระเบียบแบบแผน มีเหตุผลและเปาหมายในการเพิ่มพูนความรูเพื่อ
พัฒนาตนเองโดยการจดตารางเวลาไว ั สําหรับศึกษาเลาเรียนและการควบคุมตนเองใหปฏิบัติตาม
ตารางดังกลาวไดมีความตั้งใจเลาเรียนอยางสม่ําเสมอในทุกๆ วิชา มีการเตรียมตัวอานบทเรียนมา
กอนที่จะถึงเวลาเรียนและทบทวนบทเรยนท ี ุกครั้งภายหลังจากการเรยนี เขาเรยนตรงเวลา ี ไมลอก 
คําตอบจากเพอนื่ อีกทั้งตองไมเปดโอกาสหรือยินยอมใหเพื่อนลอกคําตอบในเวลาสอบ มีการเตรียม
อุปกรณการเรยนอย ี างครบถวนและพร  อมสําหรับการใชอย ูตลอดเวลา
 2. การมีระเบยบว ี ินยในท ั ี่อยูอาศัยหมายถงึการที่นักเรยนสามารถควบค ี ุมตนเองโดยการ
ประพฤติปฏิบัติอยางสม่ําเสมอในการรักษาความสะอาดความเปนระเบียบของบานเรือนที่อยูอาศัย
มีการจัดตกแตงท ี่อยูอาศัยใหน าอยูไมรับประทานอาหารในหองนอนจดแบ ั งเนื้อทภายในบ ่ี านให
เปนสัดสวนเหมาะสมตอการทํากิจกรรมตางๆ อีกทั้งตองไมคุยหวเราะ ั จัดงานสังสรรคตลอดทั้ง
การเปดโทรทัศนเสียงดังรบกวนผูอื่น
 3. การมีระเบยบว ี ินยในส ั ังคมหมายถึงการที่นักเรียนสามารถประพฤติปฏิบัติอยางมี
ระเบียบแบบแผนยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีทดี่ ีงาม เคารพปฏิบัติตามกฎหมายหรือขอ
บังคับของสังคม รูจักใชสิทธิและหนาที่ละเวนการใช  อภิสิทธ์โดยร ิ ับบริการและใหบร ิการที่เปนไป
ตามลําดับกอนหลังอีกทั้งมมารยาทในการใช ี ถนนการขับขี่ยานพาหนะโดยการปฏิบัติตาม
กฎจราจรและมีการแจงตอเจาหน  าที่เมื่อรูเห็นการกระทําผิดระเบียบวินยและกฎหมาย ั
สุชาและสุรางคจันทเอม (2518 : 154) ไดจําแนกระเบยบว ี ินัยออกเปน 2 ประเภทนั่นคือ
ระเบียบวินยในตนเอง ั หมายถึงกระบวนการหรือวิธีการเพื่อใชในการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง
โดยตนเองเปนผ แนะน ู ําตนเองใหปฏิบัติตามแนวทางที่คดแล ิ ววาเปนทางเลือกที่ดีและระเบยบว ี นิัย
ในหมูคณะหมายถึงการใชระเบ  ียบขอบังคับเปนเครื่องมือในการรักษาความเปนระเบียบเรียบรอย
โดยมุงถึงความสําเร็จอันดีในการปฏิบัติงานใดๆ
ชาญชัย อินทรประวัติ ,พนัส หันนาคินทรและมาลินีจุฑะรพ (2521, 2524 ,2539) ได
กลาวถึงประเภทของระเบยบว ี ินัยไววาประเภทของระเบียบวินยนั กเรั ยนน ี นั้ มีดวยก  นั 3 ประเภท
ใหญๆ ดังนี้
 1. ประเภทเฉยบขาด ี ซึ่งมีลักษณะคลายระเบียบวินยของทหาร ั ขอหามหรือขอบังคับตางๆ
กําหนดขึ้นจากครูอาจารยโดยเชื่อวาเปนความประพฤตมาตรฐานท ิ ี่นกเรั ียนตองประพฤติปฏิบัติตาม
จะไดนิสัยดและประพฤต ี ิดตีิดตัวไปในภายหนานักเรยนจะเห ี ็นดวยหรือไมมิใชสิ่งสําคัญหากฝาฝน
จะมีโทษ โดยโรงเรียนจะวางระเบียบกฎเกณฑไวอยางเครงครัดบังคับใหนกเรั ียนอยในกรอบท ู ี่
โรงเรียนหรือครูกําหนด15
 2. ประเภททสอดคล ี่ องกับความรูสึกของนักเรียนระเบยบว ี ินยประเภทน ั ี้กําหนดขนตาม ึ้
ความรูสึกและความสนใจของนักเรียนโดยครูอาจารยมีความเชื่อวาถานักเรียนมีการประพฤติไป
ตามความรูสึกและสนใจของตนเองแลวปญหาจะไมเกดิ นนคั่ ือจะไดรับความรวมมือในการปฏิบัติ
จากนักเรียนอยางสูง ซึ่งการคนหาความรสูึกและความสนใจของนักเรียนมาประกอบการกําหนด
ระเบียบวินยนั กเรั ียนจึงเปนเรื่องที่สําคัญแมจะไมน ําเอาความรูสกทึ ั้งหมดของนักเรียนมากําหนดก็
ตาม การที่ครูอาจารยมีการเปดโอกาสใหน ักเรียนไดรวมในการก  ําหนดระเบียบวินยนั ักเรียนซึ่งตัว
ของนักเรียนเองตองปฏิบัติตาม เชื่อวาจะสามารถแกปญหาบางประการได
 3. ประเภททสอดคล ี่ องกับความตองการของนักเรียนระเบียบวินยประเภทน ั ี้เกดจากความ ิ
รับผิดชอบของนักเรียนและดวยเกยรตี ิของนักเรียนเองซึ่งครูอาจารยมีความเชื่อวาระเบียบวินยจะม ั ี
คุณคาถานักเรยนได ี กําหนดความประพฤติที่ตนเองเชื่อวาเมื่อกระทําแลวจะชวยใหตนเองเป  นคนดี
มีความรูสึกเปนเก ียรตและร ิ บผั ิดชอบในการประพฤติปฏิบัติของตนเองสูงวิธีนี้เปนวิธีการรักษา
วินัยทดี่ ีที่สุดกลาวคือโรงเรียนดําเนินการปกครองโดยใหนักเรยนฝ ี กฝนตนเองใหใชความค  ิด
รวมกันแบงหนาที่ความรับผิดชอบของแตละคน 
สวนกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 100) ไดกลาวถึงประเภทของระเบยบว ี ินัย
ไวในเอกสารเสริมความรูสาหร ํ ับครูกลุมสรางเสริมลักษณะนิสยจร ั ิยศกษา ึ ดังนี้
 1. ระเบียบวินยภายนอก ั ไดแก 
 1.1 การรักษาระเบียบวินยในการบร ั ิโภคเชนการรับประทานอาหารใหถูกหลักอนามัย
และสุขวิทยารับประทานอาหารเปนเวลา มีมารยาทเรียบรอยในการรบประทานอาหาร ั
 1.2 การรักษาระเบียบวินยในการอ ั ุปโภคเชนการรักษารางกายเสื้อผาที่อยูอาศัยและ
เครื่องใชใหสะอาดเปนระเบียบเรียบรอย
 1.3 การรักษาระเบียบวินยตั อสถานท  ี่เชนการรักษาความสะอาดและความเปนระเบียบ
เรียบรอยทั้งในสํานักงานวดวาอาราม ั สถานที่ราชการและสาธารณะสถานตางๆ โดยการประพฤติ
ปฏิบัติตามกฎและขอบังคับของสถานที่นั้นๆ
 1.4 การรักษาระเบียบวินยในการปกครอง ั เชนการสรางวินัยเพื่อถือเปนหล  ักปฏิบัติ
เอาใจใสกวดขนั โดยปรับปรงระเบ ุ ียบตางๆ ใหมีมาตรฐานและถือปฏิบัติใหเปนแบบอย  าง
 2. ระเบียบวินยภายใน ั ไดแก 
 2.1 ระเบียบทวงท  ีเชนการจัดทาทางทวงทีใหมีความเหมาะสมทั้งแกฐานะและภ  ูมิรู
ของตนเองไมด ูหมิ่นผูอื่นและไมทะนงตน
 2.2 ระเบียบกริิยาเชนการควบคุมอาการของรางกายที่เคลื่อนไหวใหปรากฏแกคน16
ทั่วไปโดยควบคุมและปรับปรุงกิริยาใหงดงาม มีความเปนระเบียบมกีิริยาดีสุภาพออนโยนมีการ
ประพฤติปฏิบัติไดถูกตองตามกาลเทศะ
 2.3 ระเบียบวาจาเชนการพดสมานไมตร ู ีพูดไพเราะพดดู ีมีประโยชนไมพูดคําซึ่ง
เปนเท็จ สอเสยดี คําหยาบและไมพูดจาเพอเจ อ
 2.4 ระเบียบใจเชนการรูจกทั ี่จะควบคุมอารมณและจตใจให ิ อยูในกรอบที่ดีงาม
Lane (ชูชีพออนโคกสูง,2522 : 132) กลาวถึงวินยในช ั นเร ั้ ียนวามี 5 ลักษณะคือ
1. อัตตาธิปไตยเปนลักษณะทครี ูเปนผูออกคําสั่งคอยบังคับดูแลใหเด ็กปฏิบัติไปตามที่ครู
เห็นวาดี
2. การมอบหมายอํานาจการควบคุมดูแลใหการปฏ  ิบัติเปนไปตามวินยอย ั ทู ี่นักเรียนกลุม
หนึ่งซึ่งไดรับการมอบหมายจากครู
3. ความรวมมือเปนการรวมมอระหว ื างโรงเรียนกับนกเรั ียนเพื่อใหการปฏิบัติตามวินยั
เปนไปดวยความเร  ียบรอย
4. ความมีอิสระในการควบคุมตนเองการปฏิบัติตามระเบียบวินัยของเด็กเปนไปโดย
อัตโนมัติใสลักษณะของการมีวินัยในตนเอง
5. ประชาธิปไตย ซึ่งมีหลัก 4 ประการคือ
1. มีความเคารพซึ่งกันและกันเคารพและรับฟงความคิดเหนของผ ็ ูอื่น
2. มีการแบงสรรรวมงานและประสานงานกนั
3. เชื่อในวธิการแห ี งปญญาใชปญญาในการตัดสินสิ่งตาง ๆ
4. มีความคิดและใชปญญาอยางอิสระไมอยูภายใตอํานาจหรออื ิทธิพลของสิ่งใด
จากการกลาวถึงประเภทของระเบียบวินยขั างตนพอประมวลไดวาระเบียบวนิัยนั้นจะ
สามารถจัดจําแนกออกเปน 2 ประเภทใหญๆ ดวยกนั ประกอบดวย ระเบียบวินยทั เกี่ ิดขึ้นภายใน
ซึ่งเปนกระบวนการหรือวิธีการที่ใชในการควบคุมพฤติกรรมของตนเองโดยการประพฤติปฏิบตัิ
อยางมีระเบยบแบบแผน ี มีเหตุผลและเปาหมายในการเพิ่มพูนความรูเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งเมื่อ
เกิดขึ้นแลวกไม็ จําเปนตองอาศัยอิทธิพลจากปจจยภายนอกอ ั ีกเชนการจัดตารางเวลาไวสําหรับ
ศึกษาเลาเรียนและการควบคมตนเองให ุ ปฏบิัติตามตารางดังกลาว มีความตั้งใจเลาเรียนอยาง
สม่ําเสมอในทุกๆ วิชา มีการเตรียมตัวอานบทเรียนมากอนที่จะถึงเวลาเรียนและทบทวนบทเรยนี
ทุกครั้งภายหลังจากการเรยนี หรือการประพฤติปฏิบัติอยางสม่ําเสมอในการรักษาความสะอาด
ความเปนระเบียบของบานเรือนที่อยูอาศัยหรือสามารถประพฤติปฏิบัติอยางมีระเบยบแบบแผน ี
ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เคารพปฏิบัติตามกฎหมายหรือขอบังคับของสังคม รูจักใช17
สิทธิและหนาที่ซึ่งตองเกิดขึ้นโดยไมมีสภาพของการบงคั ับเพื่อใหจํายอมในการประพฤติหรือการ
ปฏิบัตินั้นจึงจะถือวาเปนระเบียบวินยทั ี่เกิดขึ้นภายใน
สวนระเบยบว ี นิัยประเภททสอง ี่ คือระเบียบวินยทั ี่เกิดขนจากการได ึ้ รบอั ิทธิพลจากปจจัย
ภายนอกหรือปจจัยภายนอกมีสวนทําใหเกดการประพฤต ิ ปฏิ ิบัติขึ้นอาจโดยหมูคณะ ชมชน ุ หรือ
กระท่งสั ังคม เชนการอดทนตั้งใจฟงครูสอนโดยไมก อกวนหองเรียนเพราะกลัวถูกตาหน ํ ิจากครู
การเขาแถวซื้ออาหารอยางเปนระเบ  ียบเรียบรอยเพราะกลัวการลงโทษ การสงการบานตรงตามเวลา
เพราะกลวโดนลดคะแนน ั เปนตนซึ่งระเบียบวินยประเภทน ั ี้ถือไดวาเปนระเบียบวินยซั ึ่งไม
สามารถเกิดขึ้นอยางถาวรไดหากสภาพของการบังคับหรืออิทธิพลจากปจจยภายนอกลดน ั อยลง
โอกาสที่พฤติกรรมของความไมมีระเบียบวินัยจะเกิดขนยึ้ อมมีความเปนไปได   (ลัดดา บุญทรง, 
2548 : 38 ; วีรศักดิ์ไชยเสน,2548 : 36 ; สุจิตตรา แกวตะร  ัตน,2548 : 48) 
3. หลักการสําคัญของระเบียบวินัยที่มีประสิทธิภาพ
 Charles (2543 : 193-194) ไดกลาวถึงหลกการส ั ําคัญของระเบียบวินยทั ี่มีประสิทธิภาพของ
Curwin and Mendler ดังนี้
 1. การดูแลจดการก ั ับพฤตกรรมของน ิ ักเรียนเปนสวนท  ี่มีความสําคัญสวนหนึ่งของการ
สอนซึ่งครูไมตองการจัดการกับพฤติกรรมที่เปนปญหาแตในฐานะทที่ ํางานในวิชาชีพชั้นสูงก็ตอง
สามารถที่จะชวยผูมาขอรับบริการโดยหนาที่นั่นคือนักเรียนดังนนคร ั้ ูควรจะมองวาเมื่อพฤติกรรม
ที่ไมพึงประสงคของนักเรียนเกิดขึ้นใหถอวื าเปนโอกาสทางวิชาชีพที่จะสอนหรือปรับปรุง
พฤติกรรมนั้นๆ ใหดีขึ้นใหน ักเรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้นซึ่งครูควรทุมเทในการสอน
พฤติกรรมที่ดีใหมากเทาก ับสอนเนื้อหาวิชา
 2. การแกปญหาเฉพาะหนามักจะกลายเปนความเส  ียหายในระยะยาวเทคนิคทางดาน
ระเบียบวินยทั ครี่ ูสวนมากใชเปนการแกปญหาเฉพาะหน  าเพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไมพึงประสงคให
หยุดเพื่อที่จะทําการสอนตอไปไดแตอยางไรก  ตามเทคน ็ ิคเหลานั้นเชน การจดชื่อลงกระดานการดุ
ดาวากลาวการพูดจาถากถางหรือแมกระทั่งการกักตวั มักจะสรางความเสียหายในระยะยาวได
เพราะวาเปนการทําลายความรูสึกเกี่ยวกับตนเองของนักเรียนสงผลใหน ักเรียนลดความอยากที่จะ
เรียนลงและเพมความด ิ่ ื้อดึงใหมีมากขึ้น
 3. ใหปฏิบัติตอน ักเรียนดวยการให  เกียรตและศ ิ ักดิ์ศรีซึ่งเกียรติศักดิ์ศรีเปนความตองการ
ขั้นพื้นฐานของชีวิตที่สมบูรณโดยท่ความส ี ําคัญของศักดิ์ศรีนั้นจะมองขามไปไมไดการปฏิบัติตอ
นักเรียนดวยเก  ยรตี ิและศกดั ิ์ศรีถือเปนการเคารพในความเปนปจเจกบุคคลคํานึงถึงความตองการ
และเขาใจในความคิดของเขาระเบียบวินยทั ี่มีประสิทธิภาพจึงตองไมทาลายเก ํ ียรตและศ ิ ักดิ์ศรีแต18
ตองสรางความหวังใหเขาโดยที่ครูตองตั้งคําถามเพื่อถามตนเองในการดําเนินการกบนั ักเรียนที่มี
พฤติกรรมไมเหมาะสมวา “สิ่งที่ฉันทําไปนี้กระทบกระเทือนตอเกียรตและศ ิ ักดิ์ศรีของฉันอยางไร
ถาฉันเปนนักเรียนแลวครูทํากับฉันอยางน” ี้
4. ระเบียบวินยทั ี่ดีตองไมขดขวางแรงจ ั ูงใจของนักเรียนเทคนิคในการพัฒนาหรือ
แกปญหาพฤตกรรมใดๆ ิ จะทําใหนกเรั ียนพายแพตัวเองถาเปนการบั่นทอนแรงจูงใจของนักเรียนใน
การเรียนนกเรั ียนที่มีแรงจูงใจในการเรียนจะกอปญหาทางดานพฤติกรรมคอนขางนอยแตนกเรั ียน
ที่มีพฤติกรรมที่ไมเหมาะสมโดยทั่วไปมักจะขาดแรงจูงใจ ซึ่งตองการเหตุผลและกําลังใจในการ
เรียนอยางยิ่งโดยแนะนําวาเมื่อครูจะดําเนนการก ิ ับนกเรั ยนท ี ี่มีปญหาทางดานพฤตกรรมก ิ ็ใหตั้ง
คําถามวา “วิธีการที่จะใชนี้ชวยให  นกเรั ียนเกิดแรงจูงใจอะไรบาง” 
 5. ความรับผิดชอบสําคัญกวาการเชื่อฟงซ่งคร ึ ูจะตองแยกแยะความแตกตางระหวางความ
รับผิดชอบกับการเชื่อฟงใหได เนื่องเพราะการเชื่อฟงหมายถึงการทําตามคําสั่งคําแนะนําหรือทํา
ตามที่บอก สวนความรับผิดชอบหมายถึงการตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งการเชื่อฟงมีความจําเปน
ในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยแตเมื่อประยุกตใชกับพฤติกรรมที่ไมพงประสงค ึ ซึ่งสวนมากจะเปน
การแกปญหาเฉพาะหนาซึ่งนักเรียนมักจะตอตานดังนั้นความรับผิดชอบจะเจริญงอกงามอยางชาๆ
ไดเมื่อนกเรั ียนมีโอกาสที่จะพิจารณาขอเท็จจริงประกอบในการตัดสนใจ ิ ครูจึงควรใหโอกาสกับ
นักเรียนในลักษณะนี้อยางนี้เปนประจํา
จากหลักการสําคัญของระเบียบวินยทั ี่มีประสิทธิภาพของ Curwin and Mendler สามารถ
สรุปไดวาการจัดการกับพฤติกรรมของนักเรียนนั้นเปนส วนที่มีความสําคัญสวนหนงของการสอน ึ่
การแกปญหาพฤติกรรมของนักเรียนจะตองค  ํานึงถึงผลที่จะเกดขิ ึ้นในระยะยาวตองปฏิบัติตอ
นักเรยนด ี วยการให  เกยรตี ิและศักดิ์ศรีการมีระเบียบวินยทั ี่ดีตองไมขัดขวางแรงจูงใจของนักเรียน
และตองสรางความรับผิดชอบใหเกดขิ ึ้นแกนักเรยนให ี ได
4. ลักษณะของผูมีระเบียบวนิัยในตนเอง
สุโท เจริญสุข (2516 : 288) ไดกลาวสรุปถึงลักษณะเดนของผ  ูที่มีระเบียบวินยในตนเอง ั ไว
ดังนี้
 1. เปนผูที่มีความสามารถนึกคิดดีกระทําออกมาดีประณีตเรียบรอย
 2. ไมเปนคนที่เห็นแกตวแก ั ไดรูจกสั ิทธิและหนาท ี่ของตนเอง
 3. มีความจริงใจ ซื่อสัตยตรงไปตรงมาในการพูดและการกระทํา
 4. มีความรักและเมตตาสงสารตอเพื่อนมนษยุ และสัตวดวยก  ัน
 5. มีความรับผดชอบส ิ ูงไมปลอยปละละเลยในกจการงานของตนและของส ิ วนรวม19
 6. มีความเคารพและเชื่อฟงในเหตุผลไมเอารัดเอาเปรียบผูอื่น
สุภาพร จันทรศิริโยธิน (2526 : 6) และวิไลพร จันทรศิริ (2530 : 12-13) ไดกลาวสรุปถึง
ลักษณะของผูที่มีระเบียบวินยในตนเอง ั คือเปนผูที่มีความซื่อสัตยสุจริต มีความรับผิดชอบเคารพ
ในสิทธิของผูอื่นมีระเบียบและปฏิบัติตามกฎเกณฑของสังคม มีลักษณะมุงอนาคต มีความเปนผูนาํ
มีความตรงตอเวลารจูักกาลเทศะ มีความเชอมื่ ั่นในตนเองเชื่ออํานาจภายในตนเอง มีความอดทน
ขยันหมนเพั่ ยรี รูจักเสียสละและมีความเหนอกเห ็ นใจผ ็ ูอนื่ และยอมรับการกระทําของตน
โสภา แกนเพชร็ (2530 : 10-11) ไดกลาวสรุปถึงลักษณะของผูที่มีระเบียบวินยในตนเองค ั ือ
เปนผูที่มีความเชื่ออํานาจภายในตนเอง มีความเปนผูนําและผูตามที่ดีมีความรับผิดชอบตรงตอเวลา
เคารพตอระเบยบกฎเกณฑ ี ทงตั้ อหนาและลับหลังผูอื่นมีความซ่อสื ัตยสุจริตรูหนาที่และกระทําตาม
หนาที่เปนอยางดีรูจักเสียสละ มีความอดทน มีความตั้งใจเพียรพยายาม และยอมรับผลการกระทํา
ของตน
พรรณทิพยพนทอง ื้ (2534 : 7) ไดกลาวสรุปถึงลักษณะของผูที่มีระเบียบวินัยในตนเองคือ
เปนผูที่มีความเคารพในสิทธิของผูอื่นมีระเบียบและปฏิบตัิตามกฎเกณฑของสังคม มีความตรงตอ
เวลาและยอมรับการกระทําของตน
ศศิธร ดีเหมาะ (2539 : 7-8) ไดกลาวสรุปถึงลกษณะของผ ั ูที่มีระเบียบวินัยในตนเองคือ
เปนผูที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเปนผูนําและผูตามที่ดีมีความรับผิดชอบมีความตรงตอเวลา
เคารพตอกฎระเบียบของสังคมทั้งตอหนาและลับหลัง มความซ ี ื่อสัตยสุจริต มีความเสียสละ มีความ
อดทนขยันหมั่นเพียรและยอมรับผลการกระทําของตน
สุพัตราเทียนอุดม (2536 : 44-46) ไดกลาวถึงลักษณะของผูที่มีระเบียบวินัยในตนเอง
จําแนกออกไดเป น 4 พฤติกรรมหลกและพฤต ั ิกรรมยอยดังนี้
1. การตั้งใจทํางานประกอบดวย การทํางานทไดี่ รับมอบหมายทันทีโดยไมผล ัดวัน
ประกันพรุงพยายามทํางานจนเสร็จโดยไมเล นไมคุยอดทนทํางานจนเสร็จโดยไมเลิกทํากลางคัน
ทํางานตามหนาท ี่ของตนที่ตองรับผิดชอบโดยไมตองเตอนื จดจํางานที่ตนตองทําไดอยางแมนย ํา
และติดตามสอบถามถึงงานที่ตนเองไดรับมอบหมายในวันที่ขาดเรยนี เตรียมอุปกรณในการท  ํางาน
ใหพรอม ตรวจทานการบานหรืองานท่ทีําเสร็จแลวหาขอบกพร  องและเขียนหนังสือหรือจดงาน
หรือทําแบบฝกหัดอยางเปนระเบียบเรยบร ี อย
 2. การเคารพสิทธิของตนเองและผูอื่นประกอบดวย การเขาแถวตามลําดับกอนหลังในการ
ทํากิจกรรมตางๆ ไมแยงที่นงหร ั่ ือสิ่งของของผูอื่นโดยเมอตื่ องการยืมสิ่งของของผูอื่นจะตองขอ
อนุญาตกอนและไมพดสอดแทรกข ู ึ้นกลางคันขณะที่ผอูื่นกําลังพูดอยู20
 3. การตรงตอเวลาประกอบดวยการทํากิจวัตรประจําวันสวนตัวเปนเวลา มาโรงเรียนและ
กลับบานตรงเวลาเขาแถวทากํ ิจกรรมหนาเสาธงและหนาห องเรียนตรงเวลาและสงงานหรือ
การบานตรงเวลา
 4. การปฏิบัติตนตามระเบยบของส ี ังคมประกอบดวย การแตงตัวถูกระเบียบขอบังคบของ ั
โรงเรียนมาโรงเรียนทุกวันทํางานหรือทํากิจกรรมตรงกบวั ิชาที่ครูกําลังสอนไมนําของกินเขามา
รับประทานในหองเรียนหองสม  ุดหองประชุมหรือหองนอนทิ้งขยะลงในที่เก็บขยะไมขีดเขยนี
บนฝาผนังอาคารเรียนหองเรยนี โตะนักเรยนี จัดเก็บสิ่งของหรืออุปกรณใหเป นทหลี่ ังจากใชงาน
เสร็จรักษาความสะอาดของสมุดหนังสือโดยไมฉีกหรอขื ีดเขียนเลนไมวาจะเลนเกมใดๆ จะเลน
ตามกฏิกาไมลองหร  ือเสพสิ่งเสพติดเชนทินเนอรบุหรี่ไมขโมยเงินสิ่งของของผูอ่ืนไมเลนการ
พนันเชน ไพปนแปะ ปฏิบตัิตามกฎจราจรรับประทานอาหารที่มีคุณคารักษารางกายและเสื้อผา
ใหสะอาดเรียบรอยอยูเสมอและพูดจาสุภาพเรียบรอย
วิวาหวนั มูลสถาน (2523 : 33) ไดสรุปลักษณะของบุคคลที่มีระเบียบวนิัยในตนเองไววา
ควรมีลักษณะดังนี้คือ มีความรับผิดชอบเชื่อมั่นในตนเอง มีความรูจกผั ิดชอบไมกงวลใจ ั มีความ
ตั้งใจจริง มีลักษณะความเปนผ ูนํา มีความซื่อสัตยจริงใจ มีเหตุผลกลาค ิดกลาพูดกลาทําเคารพใน
สิทธิของผูอื่นทําตามกฎเกณฑของสังคม มีความอดทนมความเช ี ื่ออํานาจภายในตนและมีลักษณะ
มุงอนาคต
จากลักษณะของผูที่มีระเบียบวินัยในตนเองขางตนซึ่งมีความแตกตางกันไปตามแตท ัศนะ
ของผูรูแตละทานหากแตพอที่จะสรุปความสอดคลองโดยสวนใหญของผทูี่กลาวถึงแตละคนไดวา
ผูที่มีระเบียบวนิัยในตนเองจะตองประกอบดวยลกษณะด ั ังนี้นั่นคือ มความซ ี ื่อสัตยสุจริต มีความ
รับผิดชอบมีความเสียสละ มความอดทน ี ตรงตอเวลาเคารพในสิทธิของผูอื่นมีความเคารพตอ
ระเบียบกฎเกณฑรูจักบทบาทหนาที่และทําตามบทบาทหนาที่ที่ไดรบอย ั างดีรวมทั้งเปนผูที่มีความ
เชื่อมั่นในตนเองและตองเปนผ ูที่ยอมรับในการกระทําของตนเองดวย
5. สาเหตทุ ี่นักเรียนขาดระเบยบว ี ินัย
การที่นักเรยนขาดระเบ ี ียบวนิัยหรือมีพฤตกรรมท ิ ี่ไมเหมาะสม อาจมีสาเหตุที่เกยวเน ี่ องก ื่ ัน
หลายประการดังที่สมพร สุทัศนีย (2541, อางถึงในอุทุมพร พรายอนทร ิ , 2542 : 23-25) ไดทําการ
วิเคราะหสถานการณในโรงเร  ียนที่ทําใหเกดพฤต ิ ิกรรมที่เปนปญหาโดยไดระบุถึงสาเหตุที่นกเรั ียน
ขาดระเบียบวนิัยหรือมีพฤตกรรมท ิ ี่ไมเหมาะสมวา มีสาเหตุมาจากตวนั กเรั ียนซึ่งเปนคนท  ี่มีปญหา
จากตัวครูจากรูปแบบการปกครองในหองเรียนหรือในโรงเรียนและจากกฎและระเบียบตาง ๆ ของ
หองเรียนซึ่งสวนใหญ  ผูบริหารหรือครูเปนผูกําหนดโดยนักเรียนไมไดมีสวนรวมในการรับรู21
วลัย อารุณี (2528 : 35) ไดกลาวถึงสาเหตุของการที่นักเรียนขาดระเบยบว ี ินยวั าสามารถ
แยกไดเปน 3 ดานคือดานแรกคือดานที่เกี่ยวกับสภาพการณในโรงเรียนไดแก เปนชั่วโมงสุดทาย
ของการเรียนเปนชั่วโมงกอนพักกลางวันเปนชั่วโมงเรยนส ี ุดทายในวนศั ุกรวนกั อนที่จะมีงาน
รื่นเริงวันกอนที่จะมกีิจกรรมพิเศษ วนกั อนท  ่จะเป ี นว นหย ั ดุ อยในช ู วงของการเป  ดเรียนใหมหรอื
เกิดจากสภาพอากาศในหองเรียนดานที่สองดานที่เกยวก ี่ ับตัวครูเกดจากการท ิ ี่ครูขาดความสุภาพมี
อารมณไมแนนอน  การที่ครมูีนักเรียนคนโปรดการนินทานักเรียนในทสาธารณะ ี่ การที่ครูไม
สามารถอธิบายใหน ักเรยนเข ี าใจไดการใชเทคนิคการสอนที่ซ้ําๆ การขาดความเขาใจถึงความแตก
ตางระหวางบคคล ุ และการสั่งการบานโดยไมมีเปาหมายที่แนนอน  สวนในด  านที่สามเกี่ยวกับตวั
นักเรียนไดแก การที่นักเรียนใชสภาพการณตางๆที่เกิดขึ้นในหองเรียนเปนประโยชนตอตนเอง
โดยมีเหตุผลทแที่ จริงคือไมชอบโรงเร  ียนหรือครู
มาลินีจุฑะรพ (2539 : 287-288)ไดกลาวถึง สาเหตุที่มาจากตัวนักเรยนซ ี ึ่งเปนคนทมี่ ีปญหา
วาอาจมาจากสภาพทางรางกายของนกเรั ยนท ี ี่ไมสมบูรณเชนนักเรียนคนใดท่สีุขภาพไมดีก็อาจนั่ง
หลับในหองเรียนและมีอารมณไมคงที่หรืออาจมาจากสภาพสวนตวั เชน ชอบทําอะไรตามใจตัวเอง
ชอบเลียนแบบความประพฤติที่ไมดีของผูอื่นหรืออาจมาจากสภาพทางจิตใจเชน เปนนักเรยนท ี อยี่ ู
ในครอบครัวที่พอแมหยารางหรือทะเลาะกันเปนประจําทําใหนกเรั ียนมีสุขภาพจิตที่ไมปกติจึงชอบ
ที่จะแสดงพฤติกรรมที่กาวราวอย  ูเสมอ
สวนสาเหตุทมาจากต ี่ ัวครูซงคร ึ่ ูทําหนาทส่ีั่งสอนอบรมและขัดเกลานสิัยของนักเรียนใน
สภาพแวดลอมของหองเรียนครูยอมมีอํานาจสิทธิ์ขาดในการควบคุมหองเรียนแตบางคร  ั้งจะสังเกต
ไดวาครูคนหนึ่งเขาสอนนักเรียนจะไมซุกซนแตครูอีกคนหนึ่งเขาสอนนักเรยนจะไม ี สนใจฟงและมี
พฤติกรรมแปลกๆ ครูสวนใหญคิดวานกเรั ยนม ี ีความประพฤติไมดีเนื่องเพราะมีสาเหตจากน ุ ักเรียน
และจากทางบานของน  ักเรียนเองหากแตครูไมเคยคิดวาสาเหตุอาจมาจากตัวของครูเองเชนสอนไม
ดีไมเตร ียมการสอนพูดจาไมชัดเจนทําใหนักเรยนไม ี รเรู ื่องไมสนใจเรียนซุกซนหยอกลอหรือ
เกิดจากความไมยุติธรรมของครูเชนครูผูชายรักนกเรั ียนผูหญิงครูผูหญิงรักนักเรียนผูชายจึงทําให
นักเรียนมีอาการกระดางกระเดื่องดื้อดึงและกาวราวหรือเกิดจากการแตงกายท  ี่ไมเหมาะสมของครู
เชนนุงกระโปรงสั้นจนเกนไป ิ ใสเสื้อบางจนทําใหนักเรียนไมสนใจการสอนแต  มาสนใจการแตง
กายของครูแทนหรือเกดจากการท ิ ี่ครูไมใหความสนใจในการสอน  โดยมีการละทิ้งหองเรียนเพื่อไป
จับกลุมคุยกนั มาโรงเรียนสายกลับกอนเวลา ซึ่งเปนสาเหตุใหน ักเรยนขาดศร ี ัทธาและไมเชื่อฟง
การที่ครูไมยอมรับพฤติกรรมบางอยางของนักเรียนซึ่งติดตัวมาจากบานเชนภาษาที่
นักเรียนพูดหรือการกระทําบางอยางที่นักเรียนเคยกระทามาจากท ํ ี่บานเมื่อนักเรียนมากระทําที่22
โรงเรียนแลวครูแสดงอาการไมยอมรับเมอเปื่ นเชนนนี้ ักเรียนจะรูสึกคบขั องใจทําใหกลายเปนคนท  ี่
กาวราวและกอกวนช  นเร ั้ ียนได
การที่ครูไมสนใจและไมใหความส  ําคัญแกนักเรยนย ี อมเกิดปญหาพฤติกรรมตามมาเนื่อง
ดวยธรรมชาตของมน ิ ุษยตองการใหคนอนเหื่ ็นคุณคาหากไมเปนไปเชนน ั้นกจะเก ็ ิดการเรียกรอง
ความสนใจเชน ดวยการพดคู ุยเสียงดังพดโพล ู งออกมาโดยไมไดรับอนุญาต ซุกซนจนเกนเหต ิ ุ
นอกจากนี้สาเหตุจากการปกครองหองเรียนก็มีสวนทําใหนักเรยนขาดระเบ ี ียบวินยมั ความ ี
ประพฤติไมเหมาะสม ดังนี้
การปกครองแบบเผด็จการเนื่องจากครูเปนคนท  ี่เอาแตใจต ัวเอง ชอบใชอํานาจจนเกนเหต ิ ุ
เชนการลอเลียนครูแทนทครี่ ูจะปฏิบัติไปตามเหตุผลแตครูกลับใชอํานาจโดยการผลักนักเรียนไป
กระแทกกับผนังหองเรียนดาว าขูกรรโชกวาจะไลออกจากโรงเรยนี โดยครูไมเคยสบหาสาเหต ื ุหรอื
ตั้งปญหาเพื่อถามตัวเองวาเพราะเหตใดน ุ กเรั ียนจึงทําเชนน ั้นการใชอานาจจนเก ํ ินเหตุจะทําให
นักเรียนมีความโกรธแคนเก็บกดไมยอมร  ับผิดและมักจะแสดงออกดวยการแก  แค นครูในภายหลัง
เชนทุบกระจกหองเรียนในวันหยุดรื้อคนโตะครูหรือกระทําการอยางอื่นเพื่อเปนการแกแคน
การปกครองที่เขมงวดกวดขนเกั ินไปเชนกําหนดใหทํากิจกรรมตางๆ โดยไมคํานึงถึง
ความตองการและความสนใจ ทําใหน ักเรยนเก ี ิดความคับของใจเกดความไม ิ มั่นใจจนเปนสาเหตุ
ใหนกเรั ียนมปฏี ิกิริยากาวราวในสถานการณ  ที่เขาทนไมได
การปกครองตามสบายโดยนักเรียนจะเรียนหรือไมเรียนก็ไดเวลาสอนนักเรียนจะฟง
หรือไมฟงก็ไดไมมีการดุการวากลาวตกเตั ือนไมมีการดําเนินการหากนักเรยนท ี ําผดระเบ ิ ียบวินยั
หรือมพฤต ี ิกรรมที่ไมเหมาะสม โดยครูจะสอนเพียงอยางเดียวโดยไมไดคํานึงถึงเรื่องอื่นๆที่
เกี่ยวของการปกครองเชนนจะท ี้ ําใหนกเรั ยนขาดความเป ี นระเบียบซกซน ุ เยาแหยเพื่อนนักเรียน
ดวยกันจนเกิดความวุนวายภายในหองเรียน
สวนสาเหตุอีกประการคือกฎและระเบยบต ี างๆ ของหองเรียนซึ่งสวนใหญผูบริหารหรือ
ครูเปนผูกําหนดโดยนกเรั ียนไมไดมีสวนรวมในการรับรูก็อาจนํามาซึ่งการขาดระเบยบว ี นิัยหรือมี
พฤติกรรมที่ไมเหมาะสมไดดังนี้
กฎและระเบียบที่ขัดกับพัฒนาการของเดก็ เชนหามพูดคุยในหองเรียนหามลุกจากที่นั่ง ซึ่ง
เปนการขัดกับธรรมชาติและพัฒนาการของนักเรียนโดยเฉพาะวัย 6-12 ขวบและหากวากฎนนขั้ ัด
กับกระบวนการเรียนการสอนดวยแลวท ี่มงใหุ นกเรั ียนเปนผูแสดงบทบาทมากขึ้นทากํ ิจกรรมตาง ๆ
ดวยตัวเองมากขึ้นก็ยิ่งทําใหน ักเรียนขาดระเบยบว ี ินยหร ั อมื ีพฤติกรรมที่ไมเหมาะสมไดมากขึ้นดวย
หรือกฎและระเบียบทเขี่ มงวดเกินไปโดยไมยืดหยนุ ไมค ํานึงถึงเหตุผลกฎและระเบยบเช ี นนี้มกจะ ั
มีสวนทําใหสัมพันธภาพระหวางครูกับนกเรั ียนไมดีซึ่งกฎระเบยบประเภทน ี ี้มักไดรบการฝ ั าฝนจาก23
นักเรียนอยูเปนประจ  ํา สุดทาย คือกฎและระเบียบที่ไมคงเสนคงวาทําใหนกเรั ียนเกดความสงส ิ ัย
ไมมั่นใจและวตกก ิ ังวลเพราะการกระทําอยางเดยวก ี ันในบางครั้งถูกแตบางครั้งก็ผิด (สมพร
สุทัศนีย, 2541,  อางถึงในอุทุมพร พรายอนทร ิ , 2542 : 23-25) 
โดยสรุปแลวการที่นักเรยนขาดระเบ ี ียบวนิัยหรือมีพฤตกรรมท ิ ี่ไมเหมาะสมนั้นมีสาเหตุ
ดวยกนหลายประการ ั คือสาเหตุที่เกดจากต ิ ัวของนักเรยนเอง ี สาเหตุทเกี่ ิดจากตัวของครูผูสอน
สาเหตุที่เกิดจากรูปแบบการปกครองในหองเร  ียนหรือในโรงเรียนและสาเหตุจากกฎและระเบยบี
ตางๆ ของหองเรียนซึ่งสวนใหญผูบริหารหรือครูเปนผูกาหนด ํ โดยนกเรั ียนไมไดมีสวนรวมในการ
รับรูไมไดครอบคลุมพฤติกรรมของนักเรียนที่เกดขิ ึ้นในหองเรียนไมมีความเปนไปไดในการใช
งานไมมีความเปนธรรม และที่สําคัญคือไมสามารถนํามาใชไดจริงเนื่องเพราะไมได คํานึงถึง
ปจจัยดานจิตวทยาการศ ิ ึกษาอายุและวุฒิภาวะของนกเรั ียนซึ่งตองอยูบนพื้นฐานของความจําเปนที่
สามารถอธิบายแกน ักเรยนได ี ถึงความเหมาะสมกับสภาพแวดลอมของหองเรียนและสภาพ
บรรยากาศตางๆ
6. การสงเสริมปลูกฝงความม  ีระเบียบวินัย
การฝกความมระเบ ี ียบวินยัจะชวยใหนักเรียนรูจักใชชีวตอย ิ ูในสังคมไดอย างมีความสขุ ผูที่
มีสวนเกยวข ี่ องกับเด็กควรจะตองมีหลักเกณฑในการฝกและสรางความมีระเบียบวินยให ั เก ิดขนกึ้ ับ
เด็กโดยการทที่ ั้งพอแมผูปกครองและครูจะตองกระทําตวให ั เป นแบบอยางที่ดีแกเดก็ ไมเครงครัด
หรือยึดตดกิ ับระเบียบมากจนเกินไปและที่สาคํ ัญทั้งครูและพอแมจะต  องรูวิธีการตอบสนองความ
ตองการดานตาง ๆ ของเด็กจงจะท ึ ําใหการสงเสริมระเบียบวินัยจึงจะไดผลด  ีซึ่งแนวทางในการ
สงเสริมหรือปลูกฝงความมีระเบียบวินยไดั มีผูเสนอแนะไวหลายทานดวยก  ันดังนี้
ชําเลือง วุฒิจนทร ั  (2524 : 57, อางถึงในหทยา ั สารสิทธิ์, 2541 : 32) ไดเสนอแนวทางใน
การสงเสริมหรือปลูกฝงความมีระเบียบวินยไว ั ดังนี้คือ
1) สอนใหมีความละอายตอการกระทําชั่วและเกรงกลวตั อความชั่ว
2) ใหมีความอดทนและความสงบเสงี่ยม
3) ยึดมั่นในขอหาม 5 ประการและขอที่ควรประพฤติ 5 ประการ (เบญจศีล-เบญจธรรม) 
4) มีคุณสมบัติของคนดีหรือของผูดี
5) มีคุณธรรมประจําใจอันประเสริฐ (อริยทรัพย 7) 
6) มีจรรยาบรรณของวิชาชีพตางๆ
7) มีการรักษาความสะอาด24
ทวีกอแกวและคณะ (2501 : 567-570, อางถึงในชูชีพออนโคกส  ูง,2522 : 132) ไดเสนอ
หลักการสรางวินัยทดี่ ีไววา
1. ควรสรางใหสอดคลองกับพัฒนาการของเด็กโดยตองพจารณาถ ิ ึงความตองการของเด็ก
และวุฒภาวะของเด ิ ็กดวย
2. เปนวินยทั ี่เด็กสามารถปฏิบัติตามไดและเปนประโยชนท ั้งตอตัวเดกเองและคนอ ็ ื่น
3. ใชวิธีการใหรางวัลและชมเชยในการสรางวินัยจะไดผลดีกวาการตาหน ํ ิหรือลงโทษ
4. ครูอยาใชอารมณโกรธในการสรางวินัยควรปฏิบัติไปดวยความส  ุขุมเยือกเย็นคําพูด
หรือการกระทาควรเป ํ นไปดวยความน  ิ่มนวล
5. ครูควรยอมรับนับถือและใหความไว  วางใจเด  ็กเพื่อใหเดกได ็ ใชความคดพิ ินิจพิจารณา
วินัยตาง ๆที่เขาตองปฏิบัติตาม
6. ครูตองเปนกันเองกับเดก็ ใหความเอาใจใส  ใหความรกความอบอ ั ุนแกเด็ก
7. ครูควรทําหนาที่เปนผูนําเดกเก็ ี่ยวกับการปฏบิัติตามวินยตั าง ๆ
8. ครูตองศึกษาเด็กแตละคนอยางละเอียดเพอความเข ื่ าใจในเด็กเหลานั้นอันเปนแนวทางที่
จะชวยใหการปลูกฝงวินัยในเด็กเปนผลด  ยีิ่งขึ้น
9. ครูตองกระตือรือรนในการมวีินัยและปฏิบตัิตามวินยั ซึ่งจะชวยกระตุนใหนกเรั ียนยึดถือ
เปนแบบอยาง
10.ครูตองมีความเชื่อมั่นในตนเองเพื่อเด็กจะไดเกดความศร ิ ัทธาในการที่จะประพฤติ
ปฏิบัติตามวินยทั ี่ครูปลูกฝง
สวนกระทรวงศึกษาธิการ (2547 : ออนไลน) ไดเสนอแนะมาตรการและกิจกรรมตาง ๆ ให
สถานศึกษาดําเนินการเพื่อเสริมสรางอุดมการณเรงรัดดาเนํ ินการปลูกฝงและเสริมสรางคุณธรรม
คานิยมที่มีความสําคัญยิ่งตอเยาวชนและชาติบานเมืองอยางน อย 3 ประการคือความมีระเบียบวินยั
การประหยัดและออม และความรักชาติที่ถกทาง ู เปนตนซึ่งจะเหนได ็ วา ความมีระเบยบว ี ินยักเป็ น
หนึ่งในสามประการที่จะตองเรงสงเสริม ปลูกฝงและเสริมสรางโดยมีจุดประสงคเพอให ื่ เยาวชนได
ตระหนกถั ึงเหตุผลที่มาและคุณคาคุณประโยชนของกฎระเบียบที่มีตอบุคคลและสวนรวม เพื่อให
เยาวชนไดตระหนกในค ั ุณคาค ุณประโยชนของการประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบยบี และเพื่อฝกให
เยาวชนประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบยบี จนเกิดเปนค ุณลกษณะประจ ั าตํ ัวที่จะควบคมตนเองให ุ 
ประพฤติปฏิบัติตามกฎและระเบียบนั้นโดยไดเสนอแนะแนวทางใน 3 ประการดังนี้
1. จัดการเรียนการสอนและกิจกรรมการศึกษาใหนักเรียนรูเขาใจและตระหนักในเหตุผล
ที่มาคุณคาคุณประโยชนของกฎระเบียบที่มีตอบุคคล สังคมสวนรวม และคุณคาคณประโยชน ุ ของ
การประพฤตปฏิ ิบัติตามกฎระเบียบ25
2. ฝกใหนกเรั ยนประพฤต ี ิปฏิบัติตามกฎระเบียบตางๆ จากหนวยงานท  งี่ ายหรือทั่วไปสูที่
ยากละเอยดอ ี อนมากข  ึ้นจนเกิดความเคยชนเป ิ นอุปนิสัยหรือคุณลักษณะประจําที่จะควบคุมตนเอง
ใหประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบียบไดดวยตนเอง  เปนตนว าการแตงกายระเบยบแถว ี การแสดง
ความเคารพครูอาจารยการตรงตอเวลาการปฏิบัติตามคําสอนคําสั่งครูอาจารยการปฏิบัติตาม
หนาที่ความรบผั ิดชอบตามท่ไดี รับมอบหมายการกําหนดตารางการปฏิบัติงานหรือกิจกรรม
ประจําวนั การรักษาความสะอาดและความเปนระเบียบในหองเรียนและบริเวณโรงเรียนการทิ้งขยะ
เปนที่และการชวยกันเก็บขยะในบริเวณโรงเรียนการปฏบิัติตามกฎจราจรการรักษามรรยาทใน
หองสมุดและหองประชุม
3. จัดใหมีการชมเชยยกยองสรรเสริญนักเรียนเปนรายบคคลหร ุ ือกลุมที่เปนผูประพฤติ
ปฏิบัติตามกฎระเบียบไดเปนอย  างดีการฝกนักเรยนให ี ประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบยบจนเก ี ดเปิ น
อุปนิสัย ซึ่งสามารถควบคุมความประพฤติของตนเองไดดวยตนเองจะตองอาศัยการฝกอยางตอเนื่อง
ในระยะเวลาทยาวนานโดยอาศ ี่ ัยรูปแบบ วธิีการหรือกระบวนการตางๆ เขามาปรับใชใหมีความ
เหมาะสมกับปจจัยทแวดล ี่ อมหรือเกี่ยวของอย  ูอยางสมดุลดังนั้นผูปกครองผูบริหารและครู
อาจารยทุกคนจะตองรวมมือกันฝกฝนนกเรั ียนดวยความเอาใจใส  ดวยความร  ักและความปรารถนา
ดีตลอดเวลาผลที่ดีจึงจะเกิดขึ้นได
7. ระเบียบวินัยในชนเร ั้ ียน
ตามที่ไดสรุปไปแลวถึงความหมายของระเบียบวนิัย ซึ่งหมายถึงความสามารถของบุคคล
ในการควบคุมอารมณและพฤติกรรมของตนเองใหเป นแบบแผนอันหนึ่งอันเดยวก ี ันตามที่มุงหวัง
เพื่อใหสามารถอยูรวมกันไดดวยความสงบสุขอันเปนคุณสมบัติที่สําคัญในการดําเนนชิ ีวิตแตใน
สวนของระเบยบว ี ินยในห ั องเรียนนนั้ ไดมีผูใหความหมายไวดังนี้
ระเบียบวินยในห ั องเรียนหมายถึงระเบยบแบบแผนหร ี ือขอบังคับตางๆที่กําหนดขึ้เพื่อให
นักเรียนในหองเรียนมีพฤติกรรมเปนไปตามความตองการโดยไมเปนอปสรรคหร ุ ือขัดขวางตอการ
เรียนการสอนทําใหการเรยนการสอนด ี ําเนินไปอยางเรียบรอย (ศราวธุ วงศทอง, 2536 : 19) 
ระเบียบวินยในห ั องเรียนหมายถึง สภาพการณตางๆที่เกิดขึ้นในหองเรียนซึ่งสามารถเอื้อ
ประโยชนใหคร ูดําเนินบทเรียนโดยปราศจากสิ่งรบกวนอันเปนพฤตกรรมท ิ ี่เบี่ยงเบนของนักเรียน
Dunhill (1964 : 1, อางถึงในวีระศักดิ์ไชยเสน, 2548 : 49) 
จากความหมายดังที่มีผูกลาวไวขางตน อาจพอสรุปไดวาระเบียบวินยในห ั องเรียนนนั้
หมายถึง สิ่งที่ไดกําหนดขึ้นภายในหองเรียนโดยมุงหวังใหนกเรั ียนสามารถควบคุมอารมณและ
พฤติกรรมของตนเองใหเป นแบบแผนอ  นหน ั ึ่งอันเดียวกนั สามารถอยูรวมกันดวยความสงบสุข26
เอื้อประโยชนให ครูสามารถดําเนินบทเรยนได ี โดยปราศจากสิ่งรบกวนอันเปนคุณสมบัติที่สําคัญใน
การดําเนินกิจกรรมตางๆ ของหองเรียน
8. ความสําคัญของการสรางระเบียบวินัยในชั้นเรียน
อาภรณใจเทยงี่ (2537 : 239-240) กลาววา การสรางระเบียบวินยในห ั องเร  ียนมี
ความสําคัญที่กอใหเกิดผลดทีั้งตอตัวนักเรียนเองตอครูผูสอนและตอโรงเรียนดังนี้
1. ผลดีตอตัวนักเรียน
1.1 ทําใหนกเรั ียนเปนผูมีความประพฤติดีมีลักษณะนิสัยที่ดีมีระเบียบวินัยเคารพตอ
กฎเกณฑกตกาิ ปฏิบัติตนตามระเบียบวินยของโรงเร ั ียนสงผลทําใหเติบโตเปนผูใหญที่มีวินัยใน
ตนเองตอไปในอนาคต
1.2 ทําใหนกเรั ียนประสบความสําเร็จในการเรียนและการทางานต ํ าง ๆ ผูที่มีระเบียบ
วินัยในตนเองยอมบังคับใหปฏ ิบัติตามหนาท ี่ไดทําใหเปนคนท  ี่มีความรับผิดชอบ
1.3 ทําใหเปนผูที่สังคมยอมรับผูที่มีวินัยในตนเองยอมเปนที่ยอมรับของบุคคลตาง ๆ
ไมวาจะเปนผปกครอง ู ครูเพื่อนๆ ถานักเรียนสวนใหญม ีวินัยในตนเอง ทุกคนจะยอมรับซึ่งกัน
และกันการปกครองชั้นเรียนก็ไมมีปญหา
2. ผลดีตอผูสอน
 2.1 ทําใหกิจกรรมการเรยนการสอนด ี ําเนินไปดวยความราบร  ื่นสรางเสริมใหเกดิ
บรรยากาศการเรียนรูไดดีถาน ักเรียนมีระเบียบวินยดั ีครจะไม ู เสยเวลาต ี ักเตือนนกเรั ยนท ี ี่ไมมี
ระเบียบวินยัการเรียนการสอนก็จะดําเนินไปอยางราบร  ื่นทําใหครูสามารถทําการสอนไดบรรลุผล
ตามแผนที่วางไว
 2.2 เปนการประหยดเวลาการท ั ํางานของครูซึ่งในสภาพความเปนจริงครูมีหนาที่
มากกวาสอนครูมีภารกิจที่จะตองปฏิบัติหลายดานเชนดานวิชาการดานการปกครอง  ดานธุรการ
ดานการแนะแนวถานักเรียนไมมีปญหาเรื่องระเบียบวินยัครูก็จะไมเสยเวลาก ี ับเรื่องนี้ทําใหครูมี
เวลาไปปฏิบัตงานด ิ านอื่นไดมากเพ  ิ่มขึ้น
3. ผลดีตอโรงเรียน
 3.1 เปนการลดภาระงานของฝายปกครองลง ทําใหครูที่มีหนาที่ดูแลดานระเบียบวินัย
ของนักเรียนไมหนักใจในการทํางานเพราะนักเรยนม ี ีระเบียบวินยัจึงไมประพฤติผิดระเบียบของ
โรงเรียนทําใหฝายปกครองมีเวลาในการพัฒนานักเรียนในดานอื่นมากเพิ่มขึ้น27
 3.2 ทําใหโรงเรียนเปนท ี่ยอมรับของชุมชนสังคม โรงเรียนใดทนี่ ักเรียนอยในระเบ ู ียบ
วินัย มีความประพฤติดีผูปกครองจะนิยมสงล ูกหลานเขาเรียนเปนที่ปรากฏชัดวานกเรั ียนที่มีความ
ประพฤติดีมีวนิัยในตนเองจะตั้งใจเรียนมผลส ี ัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวานักเรียนทไมี่ มีวินัย
จะเห็นไดวาการสรางระเบียบวินัยในหองเรียนเปนพื้นฐานของการปลกฝู งและสราง
ระเบียบวินยให ั เกิดขนแก ึ้ นกเรั ียนและเมอนื่ ักเรียนมีระเบียบวนิัยก็ยอมจะก  อใหเกดผลด ิ ีตอตัว
นักเรียนเองคอื ประสบผลสําเร็จทั้งในการเรียนและการทํางานทําใหเปนที่ยอมรับของสังคม ผลดี
ตอครูคือเปนการประหยัดเวลาทั้งในดานของการจัดการเรียนการสอนและการปฏบิัติภารกิจอนื่
ของครูโดยไมตองเสียเวลาอยูกับการตกเตั ือนนักเรยนท ี ่ไมี มีระเบียบวินัยผลดีตอโรงเรียนคือ
โรงเรียนจะเปนท ี่ยอมรับของผูปกครอง ชุมชนสังคม และเปนการลดภาระงานของฝายปกครอง
ดังนั้นครูผูสอนจึงควรที่จะฝกและสร  างระเบียบวินยให ั เกดขิ ึ้นแกน ักเรยนี
9. การสรางระเบียบวินัยในชนเร ั้ ียน
ครูเปนผูที่มีบทบาทสําคัญมากในการสรางและปลูกฝงระเบียบวินยให ั กับนักเรยนี ครูไม
เพียงแตเปนผสอนให ู นกเรั ียนปฏิบัติตามกฎกติกาเทานนั้ แตครูจะตองทําตัวเปนแบบอยางในการ
ปฏิบัติตามกฎนั้นๆ ดวยระเบียบวินยเปั นส ิ่งจําเปนสําหรับเด็กทุกคนไมวาเดกหร ็ ือผูใหญการ
ทํางานในทใดหากขาดซ ี่ ึ่งระเบียบวนิัยยอมจะทําใหผลงานที่ออกมานั้นไมไดผลดเที าที่ควร
การสรางระเบียบวินยในห ั องเรียนครูควรจัดในลักษณะดังนี้ (สุพิน บุญชูวงศ, 2534 : 
168 – 169) 
 1. สงเสริมทางดานระเบยบว ี ินัยใหเก ิดขนกึ้ ับนักเรยนี หากครูไดใหความสําคัญและมีความ
รับผิดชอบในการจัดการเรยนการสอน ี เพอสร ื่ างเสริมความมีระเบยบว ี ินัยอยางจริงจังโดยเริ่มแตใน
หองเรียนขอปฏิบัติตนของนักเรียนภายในหองการรักษากฎเกณฑตลอดจนการมีวนิัยในตนเองใน
เร่องความร ื ับผิดชอบ
 2. นักเรียนควรมีสวนรวมในการสรางระเบียบกฎเกณฑในเรื่องตางๆ ครูควรใหนกเรั ียน
เขาใจถึงเหตุผลที่ตองมีกฎเกณฑขึ้นใชและตองมีวิธีแนะนําใหเด็กยอมรับและยินยอมตามขอตกลง
ในกฎเกณฑดวยความเข  าใจและเต็มใจที่จะนําไปปฏิบัตตาม ิ
 3. ถามีความเชื่อวากฎระเบยบเป ี นสิ่งสําคัญและเปนสวนหนึ่งในการดําเนินชวีิตของคนเรา
แลวกฎระเบียบตางๆ ก็เปนสิ่งจําเปนสําหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนดวยเหม  ือนกันเพราะ
เด็กจะไดเข าใจวาครูมุงหวังอะไรในเรื่องระเบียบวินยทั ี่เด็กควรประพฤติปฏิบัติ
 4. ในการปกครองชั้นเรียนเพื่อที่จะใหนกเรั ียนปฏิบัติตนอยูในระเบียบวินัยทดี่ ีนนจั้ ําเปน
อยางยิ่งที่ครูผูสอนหรือโรงเรียนจะตองออกระเบียบขอบังคับหรือขอปฏิบัติมาใชกับนักเรียนควร28
ใหนกเรั ียนมีความรูสึกวาไมได ถูกบังคับใหนักเรยนได ี เขาใจเหตุผลและเห็นดีเหนงามจากการ ็
ปฏิบัตินั้น
 5. ในการจดกั จกรรมเพ ิ ื่อปลูกฝงและสรางเสริมความมีระเบียบวนิัยใหกบเดั ็กนนจะต ั้ อง
คํานึงถึงวัยแตละว  ัยดวย ซึ่งจะมีผลตอการปลูกฝงเปนอยางมาก
 6. ครูควรไดถือโอกาสปลูกฝงคานิยมใหกบนั ักเรียนในขณะดําเนินการสอนโดยแทรกลง
ไปในบทเรยนี เชนคานิยมเรื่องความมีวินยัควรปลูกฝงใหนักเรยนเป ี นผ ูมีวินัยในตนเอง มีระเบียบ
รูจักบังคับและหักหามใจตนเองโดยการสรางสถานการณที่จะปลูกฝงความมีระเบยบว ี ินัยใหเก ิด
ขึ้นกับนักเรียนที่ตนสอน
จากการสรางระเบียบวินยในห ั องเรียนในลกษณะด ั ังกลาวเหนได ็ วาการสรางระเบียบวินัย
เปนเรื่องสําคัญซึ่งครูจะตองสอนใหนกเรั ยนร ี ูจักควบคมตุ ัวเองใหอยในระเบ ู ยบว ี นิยัการสราง
ระเบียบวินยควรเร ั ิ่มสรางตั้งแตในหองเรียนโดยใหนกเรั ียนมีสวนรวมสร  างอยางมีเหตุผลโดยใช
หลักประชาธปไตย ิ อาภรณใจเที่ยง (2537 : 239-240) ไดกลาวถึงการสรางระเบียบวินัยในชนเร ั้ ียน
วามีความมุงหมาย 2 ประการดังนี้คือ
1. เสริมสรางบรรยากาศการเรยนการสอนท ี ี่เอื้ออํานวยตอการเรียนรูของนักเรียนทั้งชั้น
2. เตรียมนักเรียนใหสามารถรับผิดชอบและควบคุมดูแลตนเองไดในอนาคต 
การสรางระเบียบวินยจะต ั องอาศัยเวลาอาศัยความใจเย็นและเมตตาธรรมของครูตลอดจน
ตองมีการดําเนินการที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางการสรางระเบียบวนิัยแกผเรู ียนมีดังน(ี้อาภรณใจเทยงี่ , 
2537 : 240-241) 
1. สรางแนวทางปฏิบัติขั้นแรกของการสรางวินัยในตนเองคือใหผูเรียนรูจักพฤติกรรม
ที่ดีความสนใจตั้งใจของครทูี่จะใหผูเรียนไดสังเกตแยกแยะพฤติกรรมที่เหมาะที่ควรเปนแนวทาง
นําไปสูการพฒนามาตรฐานความประพฤต ั ิของผูเรียนวธิีการใหผูเรียนไดสรางแนวทางปฏิบัติตั้งแต
เริ่มตนเทอมใหมเปนวิธีที่ประสบความสําเร็จมากวิธหนี งึ่ แตครูตองทําหนาที่หนักในการดูแลชวย
เหลือใหคําแนะนําเพื่อมใหิ กฎเกณฑ  นนเป ั้ นการบังคับหรือเนนรายละเอียดมากเกินไปบางครั้งครู
อาจจะแนะนําใหมีการพจารณาทบทวนกฎข ิ อบังคับหลังจากทดลองไปสักสองถึงสามสัปดาห
2. ชวยใหผูเรยนปร ี ับปรุงตนเอง บอยครั้งที่มาตรฐานของนกเรั ียนมไดิ เปนไปตามความ 
คาดหวังของครูบางครั้งเด็กอาศัยอยูในบานหรือในถิ่นทเดี่ ็กมองไมเหนค็ ุณคาของกฎเกณฑซึ่งใช
อยูภายในโรงเรียนเมื่อครูไดพบกรณ  ีเชนน ี้ถาครูใชวิธีบังคับหรือวิพากษวิจารณการประพฤติปฏิบัติ
ของทางบานจะสงผลในทางตรงกันขาม ครูจะตองใชความมีเหตุผลประกอบการแนะนําแนวทาง
แกผูเรียนอยางมากไมใชใช อํานาจอาจใชวิธีใหตวอย ั างใหคนอื่นๆทมี่ ีความสุขในการปฏิบัติตาม
แนวทางทตี่ ั้งไวหรือใหผูเรียนไดรับความรสูึกของเพื่อนของครูที่มีตอการประพฤตปฏิ ิบัติที่29
เหมาะสม ในแนวทางเชนนครี้ ูจะชวยใหผูเรียนมองเห็นมาตรฐานความเปนอยูที่ดกวี า และทําใหเกดิ
การปรับปรุงตนเอง
3. ใชกฎเกณฑเพ อเปื่ นแนวทางนําไปสูวินยในตนเอง ั เมื่อมคนท ี ําผิดกฎกระบวนการ
พิจารณารวมกนระหว ั างครูและผูเรียนเปนโอกาสที่จะชวยสอนพื้นฐานทางวินยในตนเอง ั ครูควร
ใหผูเรียนพิจารณาวาความประพฤติใดทไมี่ ดีและทําไมจึงถือวาผิดและควรกระทําอยางใดเพื่อการ
แกไขบางครั้งครูอาจใหนกเรั ียนเปนผูดแลร ู ักษากฎระเบยบของห ี องเรยนี แตผูเรยนจะต ี องมีความ
พรอมเพียงพอกอนเพราะการโยนความรับผิดชอบมากเกนไปให ิ แก ผูเรยนท ี ี่เริ่มฝกกระบวนการ
ประชาธิปไตยอาจทําใหโปรแกรมลมเหลวได
จึงอาจกลาวไดวาแนวทางการสรางระเบียบวินยให ั แกผ ูเรียนนั้นจะตองใหผูเรียนไดเหน็
ตัวอยางทดี่ ีซึ่งจะทําใหไดแนวทางการประพฤต  ิปฏิบัติตองใชเทคนิควธิีที่จูงใจใหปฏิบัติไมหักหาญ
น้ําใจและใชกฎระเบ  ียบที่ผูเรียนยอมรับรวมกันปฏิบัติดวยความเต็มใจตลอดจนใชหล ักการปกครอง
ชั้นเรียนอยางยุติธรรมตามหลักประชาธิปไตยแนวทางเชนน ี้จะชวยใหผูเรียนรูจักสรางระเบ  ียบวินยั
ในตนเองไดดวยความเต  ็มใจ
10. พฤติกรรมความมีระเบียบวินัยในหองเรียน
โดยเมื่อมีการกลาวถึงระเบยบว ี ินยในห ั องเรียนกจ็ําเปนต องมีการกลาวถ ึงพฤติกรรม
ความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนควบคูไปดวยเพราะวินยในห ั องเรียนจะเกดขิ ึ้นไดมากนอยเพียงใด
ยอมตองอาศัยการกําหนดขอบเขตพฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินยในห ั องเรียนของนักเรียนเปนปจจ ัย
ในการกําหนดเพียงนนั้ ซึ่งศราวุธ วงศทอง (2536 : 5) ไดกลาวถึงขอบเขตของพฤติกรรมความมี
ระเบียบวินยในห ั องเรียนของนักเรียนโดยสามารถที่จะจําแนกออกเปน 2 พฤติกรรมหลักดังนี้
 1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนของนักเรยนขณะท ี ี่ครูสอนไดแกการไม
แหยเพ ื่อนไมส งเสียงดังไมน ําสิ่งของมาเลนไมลุกเดินจากที่ไมเลนกบเพั ื่อนไมพดสอดแทรกคร ู ู
 2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนของนักเรยนขณะท ี ี่ครูใหงานทําไดแก การ
ทํางานท่ครี ูมอบหมายไมลุกเดินจากที่ไมเลนกับเพื่อนและไมคุยกนั
สวน Evertson (2540 : 19-29) ไดกลาวเอาไวถึงกระบวนการของหองเรียนระดับ
ประถมศึกษาซึ่งกระบวนการของหองเรียนดังกลาวนั้นหมายถึงแนวทางที่จะทําใหแต ละงาน
กิจกรรม สิ่งที่ตองทําหรือที่ตองปฏิบัติเปนประจําภายในหองเรียนสามารถดําเนินไปอยางมีลําดบั
ขั้นตอนที่ชัดเจนเพื่อใหสามารถปองกันพฤติกรรมหรือจัดการกับพฤติกรรมที่เปนปญหาของ
นักเรียนและดาเนํ ินกจกรรมต ิ างๆ ภายในหองเรียนดวยความราบรื่น30
ดังนั้นจึงสามารถนํากระบวนการของหองเรียนในบางกระบวนการทมี่ ีความเกยวเน ี่ องก ื่ ับ
พฤติกรรมความมีระเบียบวินยในห ั องเรียนของนักเรียนมากําหนดเปนขอบเขตของพฤติกรรม
ความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนของนักเรยนได ี เนื่องเพราะกระบวนการของหองเรียนดังกลาว
บางกระบวนการมีความครอบคลุมในแตละงานกจกรรม ิ สิ่งที่ตองทําหรือที่ตองปฏิบัติเปนประจํา
ภายในหองเรียนอยางครบถวนและสมบูรณอย ูแลวดังนี้
 1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนกเรั ียนในการเรมติ่ นแตละวัน
 2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนกอนเริ่มตนบทเรียน
 3. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนในการแจกอุปกรณหร ือเอกสารการเรียน
 4. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะครูกาลํ ังสอน
 5. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะนั่งทางานรายบ ํ ุคคล
 6. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะอยในกล ู ุมยอย
 7. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะอยนอกกล ู ุมยอย
 8. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนในขณะทครี่ ูถูกรบกวนขณะครูกําลังสอน
 9. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะการทํางานของนักเรียนเสร็จสมบูรณ
จากขอบเขตของพฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนของนักเรยนตามท ี ี่กลาวมาแลว
ขางตนพอที่จะประมวลโดยองครวมเพื่อใหเกิดความสอดคลองและครอบคลุมในแตละประเด  ็นที่
เปนพฤติกรรมหลักโดยอิงอยูบนพนฐานทางธรรมชาต ื้ ิในบทบาทของทั้งครูและนักเรียนที่สามารถ
เกิดขึ้นไดในหองเร  ียนพฤตกรรมความม ิ ีระเบียบวินยในห ั องเรียนของนักเรียนจึงมีขอบเขตของ
พฤติกรรมใน 3 ลักษณะดังนี้ (ลัดดา บุญทรง,2548 : 53 ; วีรศักดิ์ไชยเสน, 2548: 50; สุจิตตรา
แกวตะรัตน, 2548 : 62) 
พฤติกรรมความมีระเบียบวินยของน ั ักเรยนในการเตร ี ยมความพร ี อม ประกอบดวย
 1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนในการเรมติ่ นแตละวัน
 2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนในการแจกอุปกรณหร ือเอกสารการเรียน
 3. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนกอนเริ่มตนบทเรียน
พฤติกรรมความมีระเบียบวินยของน ั ักเรยนในการเร ี ยนการสอน ี ประกอบดวย
 1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะครูกาลํ ังสอน
 2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนเมื่อครูถูกรบกวนขณะทครี่ ูกําลังสอน
พฤติกรรมความมีระเบียบวินยของน ั ักเรยนในการท ี ํางานประกอบดวย
 1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะนั่งทางานรายบ ํ ุคคล
 2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะอยในกล ู ุมยอย31
 3. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะอยนอกกล ู ุมยอย
4. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนเมื่อการทางานของน ํ ักเรยนเสร ี ็จสมบูรณ
การอบรมเลี้ยงดู
การที่จะใหการอบรมเลี้ยงดูเด็กใหเหมาะสมนั้นพอแมและผ  ูปกครองจําเปนจะตอง
ประพฤติปฏิบัติใหสอดคลองกับพัฒนาการของเด็กในแตละวัยและแตละสถานการณ  แวดลอม
พอแมและผูปกครองควรตระหนกวั าเปาหมายในการเลี้ยงดูเด็กคือการพัฒนาใหเดกสามารถพ ็ ึ่ง
ตนเองไดทั้งในดานอารมณความคิดและการกระทํา สามารถปรับตัวอยูในสังคมไดอยางมีความสุข
และทําใหผูอื่นมีความสุขดวย นอกจากนพี้ อแมและผูปกครองควรสรางความเชื่อมนในตนเองของ ั่
เด็กใหเพิ่มมากขึ้นทําใหเดกม็ ีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบและสามารถ
แสดงความคิดเห็นที่เปนประโยชน  ตอสังคม ซึ่งจะชวยใหการพัฒนาประเทศชาติและชวยใหการ
พัฒนาประเทศสามารถกระทําไดอยางรวดเร็ว
1. ความหมายของการอบรมเลี้ยงดู
คําวาการอบรมเลี้ยงดู (Child care) มีนักจตวิ ิทยานักการศึกษาและผูรูหลายทานไดให 
ความหมายของการอบรมเลี้ยงดูไวหลายความหมายดวยก  ันดังนี้
กรรณิการวจิตรส ิ ุคนธและดารณีสายะวนั (2529 : 22, อางถึงในทะนงคสุขเกษม, 2544 
:11) ไดใหความหมายของการอบรมเลี้ยงดูไววาการอบรมเลี้ยงดูคือกระบวนการสอนที่มุงใหเด็ก
ประพฤติในสงทิ่ ี่ควรประพฤติเปนพฤติกรรมที่พึงปรารถนาและหลีกเลี่ยงการประพฤติใน
พฤตกรรมท ิ ี่ไมพึงปรารถนาโดยมีจุดมุงหมายใหเด ็กไดเจริญเติบโตขึ้นเปนผูใหญที่สามารถจะ
ควบคุมตนเองไดมีความรับผิดชอบและมระเบ ี ียบวินยในตนเอง ั
ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2526 : 22, อางถึงในเชิดภัก ศิรสิุข,2543: 33) ไดใหความหมาย
ของการอบรมเลี้ยงดูไววาเปนการปฏ  ิบัติของผูปกครองตอเด็กในดานการลงโทษเด็กการใหรางวัล
เด็กการเปนต วอย ั างแกเด็กการควบคุมเดก็
ดวงเดือน พันธุมนาวินและเพ็ญแข ประจนปจจนกึ (2520: 24, อางถึงในสุนันทพรมดี, 
2540 : 16) กลาวถึงการอบรมเลี้ยงดูวาการอบรมเลี้ยงดูคือการที่บิดามารดาหรือผูดูแลเด็กปฏิบตัิ
ตอเด็กและเรียกรองใหเด็กปฏิบัติตอตนเองและผูอื่นในทานองต ํ าง ๆ แทนการอบรมเลี้ยงดูก็คือ
การที่ผูเลี้ยงดกูับเด็กมการต ี ดติ อเกี่ยวของกันอันเปนทางให  ผูเลี้ยงสามารถใหรางวลหร ั ือลงโทษ
การกระทําตาง ๆทําใหเดกได ็ เลียนแบบผเลู ี้ยงดูดวย32
ดวงเดือน ศาสตราภัทร (2522 : 18-22, อางถึงในสุนันทพรมดี, 2540 : 16) ไดกลาวถึง
การอบรมเลี้ยงดูไวดังนี้คือบุคลิกภาพและพัฒนาการของมนุษยขึ้นอยูกับการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต
วัยเด็กเด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูดวยความร  ักความอบอุนจะมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง สามารถ
ปรับตัวและสรางความสัมพันธกับคนอื่นๆ ไดสวนเด็กทขาดความร ี่ ักความอบอุนจากพอแมจะรูสึก
วาตนเองถูกทอดทิ้ง มีลักษณะกาวราว ปรับตัวในสังคมไมได
เชิดภกั ศิริสุข (2543 : 33) กลาววาการอบรมเลี้ยงดูคือการปฏิบัติของพอแมหรือ
ผูปกครองในการเลี้ยงดูเอาใจใสและสงเสริมใหบุตรมีพฒนาการด ั านรางกาย  อารมณสังคม และ
สติปญญา
ณรงคศักดิ์ตะละภัฎ และคณะ (2529 : 37, อางถึงในเชดภิ ัก ศิริสุข , 2543 : 33) กลาววา
การอบรมเลี้ยงดูไมไดหมายถ  ึงการใหนมปอนขาวอาบน้ําทําใหลูกเจริญเติบโตขึ้นเพียงอยางเดียว
แตยังหมายรวมถึงพฤติกรรมของมนุษยสมผั ัสทั้งหลายที่ปฏิบัติตอลูกตั้งแตแรกเกิดตลอดชวงเวลา
อันยาวนาน
สุนันทพรมด (2540 : 23) ี ไดกลาวถึงความหมายของการอบรมเลี้ยงดูไววาการอบรม
เลี้ยงดูหมายถึงการที่พอแมผูปกครองปฏิบัติตอลูกดวยวิธีการตางๆ เพื่อตอบสนองความตองการ
ของลูกในดานตางๆ และจะสงผลตอพฤติกรรมดานตางๆ ดวย
นันทนา แทนธานี (2534 : 27-28, อางถึงในสุนันทพรมดี, 2540 : 16) ใหความหมายวา
ของการอบรมเลี้ยงดูไววาการอบรมเลี้ยงดูหมายถึงการที่ผูปกครองปฏิบัติตอเด็กเพอสนอง ื่
ความตองการที่จําเปนของเด็กทั้งทางดานรางกายและจตใจ ิ เพื่อใหเดกม็ ีสุขภาพกายและสุขภาพจติ
ที่ดีและนอกจากนั้นยังมีการใหคําแนะนําสงสอนอบรมเพ ั่ ื่อใหเด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม
วิเชียร ทองนชุ (2521 : 211, อางถึงในเชิดภัก ศิริสุข , 2543 : 33) กลาววาการอบรมเลี้ยงดู
คือการปลูกฝงลักษณะทางบคลุ ิกภาพใหแกเด็กพอแมเปนผ ูฝกอบรมใหเด็กไดแสดงความค  ิด
พฤติกรรมตาง ๆทั้งในดานความสามารถความรูทักษะความสนใจ ทัศนคติอุปนิสัยอารมณและ
วัฒนธรรม
จากการศึกษาเอกสารดังกลาวขางตนพอจะประมวลไดวาการอบรมเลี้ยงดูคือการปฏิบัติ
ตนของผูปกครองในการที่จะเลี้ยงดูลูกและใหการสอนการอบรมให  ปฏ ิบตัิตนเปนคนดีใหมี
พัฒนาการในดานรางกายอารมณสังคมและสติปญญาและเพื่อใหเด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสมและ
สามารถที่จะควบคุมตนเองได33
2. ความสําคัญของการอบรมเลี้ยงดู
ผูรูหลายทานไดกลาวถึงความสําคัญของการอบรมเลี้ยงดูไวในหลากหลายร  ูปแบบดังนี้
ฉวีวรรณ กินาวงศ (2533 : 40-42 , อางถึงใน สุนันทพรมดี, 2540 : 16) กลาววาการที่เด็ก
มีความมั่นใจและมั่นคงทางอารมณเพียงใดนั้นขึ้นอยกู ับการอบรมเลี้ยงดูเปนสําคัญเพราะเดกท็ ี่
ไดรับการอบรมเลี้ยงดูอยางอสระจะม ิ ีความเชื่อมั่นในตนเองมากกวาเด็กที่ถูกเขมงวดตลอดเวลา
โดยเฉพาะเวลาที่เด็กเขาสูโรงเรียนเปนครั้งแรกเดกจะต ็ องปรับตัวเปนอยางมาก
สชาุ จันทนเอม และสุรางคจันทนเอม (2520 : 120 ) กลาววา “พอแมหรือผูใหการเลี้ยงดู
จะเปนผูมีอิทธพลต ิ อรูปแบบของพฤติกรรมเด็กจนถึงวัยรุนเพราะเปนส ิ่งแวดลอมแรกและใกลชิด
ที่สุด” ครอบครัวที่ทําหนาทใหี่ การอบรมเลี้ยงดูที่ดีหรือไมดีนั้นจะเปนผ ูใหรูปแบบและมีผลตอเดก็
เปนอยางมาก
ฉลอง ภิรมยรัตน (2521 : 211) กลาววา “วัยรุนดีหรือชวั่ ในอนาคตจะอยูในชวงน  ี้โดยมี
พอแมใหการเลี้ยงดูถาใหการอบรมเล  ี้ยงดูที่ดีถูกตองก็จะรอดพนระยะอันตรายไปไดแตถาใหการ 
อบรมเลี้ยงดูทผี่ ิดหรือไมมีเวลาเอาใจใสลูกหรืออบรมผิด ๆ ก็จะทําใหเดกม็ ีพฤติกรรมที่ไมด” ี
อารีรังสินันท (2527 : 167,อางถึงในสุนันทพรมดี, 2540 : 24) ไดกลาววาบดามารดา ิ คือ
ผูมีบทบาทสําคัญที่สุดในการสงเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ดานของเด็ก ซึ่งไดแกดานรางกายดาน
อารมณดานสงคมและด ั านสติปญญา การที่เด็กเจริญเตบโตเป ิ นเด็กทแขี่ ็งแรง มีสุขภาพอนามยดั ีมี
การปรับตัวกบเพั ื่อนฝูงไดดีและมีความคดสร ิ างสรรคเปนผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดา
สุรางคโควตระกูล (2541 : 60-61) กลาววา เด็กวัยกอนเรียนเปนระยะวิกฤติของการ
พัฒนาการทางอารมณการสงเสริมและชวยใหเด ็กมีความสุข มีความเบิกบานจะเปนรากฐานส  ําคญั
ของการปรับตัวหรือการสรางความสัมพันธกับผูอื่นซึ่งเปนผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูทางบานทาง
ครอบครัวที่ใหความรักความอบอุนจะทาใหํ เดกกล ็ าหาญที่จะมีปฏิสัมพันธกับผูอื่นอยางมั่นใจ
วราภรณรกวั จิัย (2533, อางถึงในสุคนธเจียรกลาง,2535 : 9) ไดกลาวถึงความสําคัญของ
การอบรมเลี้ยงดูไววาพอแมทุกคนปรารถนาที่จะใหลูกเปนพลเมืองที่ดีของชาติมีความเจริญ
กาวหนา มีความสุขประสบผลสําเร็จและมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมใหดีขึ้นตามลําดับโดยให
มีคุณภาพมีประสิทธิภาพในดานตางๆ เพื่อความอยูรอดในสังคมพอแมม ีบทบาทและหนาที่ที่สําคัญ
เพราะฉะนั้นพอแม  จึงควรรูจกวั ิธีการอบรมเลี้ยงดูที่จะทําใหเด็กมีความสามารถพัฒนา
พฤติกรรมการแสดงออกในแนวทพี่ ึงประสงค
รุจิระ สุภรณไพบูลย (2531,อางถึงในสุคนธเจียรกลาง, 2535 : 9) กลาวไววาเด็กมความ ี
แตกตางกนั เนองจากการอบรมเล ื่ ี้ยงดูที่แตกตางกันโดยเฉพาะในวยเดั กบ็ ุคลิกภาพอปนุ ิสัยตาง ๆ จะ
ถูกกําหนดและวางรากฐานไวและจะตดติ วตั อไปจนตลอดชีวิตดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูจึงมี34
ความสําคัญมาก บทบาทของพอแมที่มีตอลูกกลาวคือการใหความรกความอบอ ั ุนการเอาใจใส
ตั้งแตแรกเกิดจะชวยใหเดกเต็ ิบโตทางกายจิตใจอารมณส ังคมไดอยางดีที่สุดและจดประสบการณ ั 
สิ่งแวดลอมทดี่ ีจะชวยพ  ัฒนาการทางดานสติปญญาและเปนการเตรียมความพรอมเพื่อใหเด็กได
เรียนรู ประสบการณใหมๆ และสามารถอยูในสังคมไดอยางมีความสุข (เมธินินทรภิญูชน
,2531,อางถึงในสุคนธเจียรกลาง,2535 : 9) 
จากการศึกษาเอกสารตาง ๆที่เกี่ยวของกับความสําคัญของการอบรมเลี้ยงดูพอจะสรุปไดวา
การอบรมเลี้ยงดูจะมีอิทธิพลตอพัฒนาการดานตางๆ ของเด็กทั้งทางดานรางกาย สติปญญาอารมณ
และสังคมทั้งนี้พอแมเปนผ ูที่มีหนาที่และบทบาทที่สําคัญในการอบรมเลี้ยงดูเดก็ ซึ่งการอบรม
เลี้ยงดูแตละแบบนั้นก็จะสงผลตอพฤติกรรมของเด็กใหเป นไปในทางทีดีหรือไมดในอนาคตได ี 
กระบวนการในการอบรมเลี้ยงดูเปนสิ่งที่มความส ี ําคัญในอันที่จะกําหนดบุคลิกภาพของเด็กให
เปนไปในแบบตางๆพอแมนับวาเปนบ ุคคลแรกและเปนบ ุคคลสําคัญที่จะชวยใหเดกม็ ีพัฒนาการ
และบุคลิกภาพอยางเหมาะสม เนื่องจากพอแมเปนผูอยูใกลชิดเด็กตงแตั้ แรกเกิดหากวาเด็กไดรับ
ความรักความอบอุนตั้งแรกเมื่อเด็กโตขึ้นเด็กก็จะเปนผ ูที่มีพฤติกรรมที่พึงประสงค
3. รูปแบบของการอบรมเลี้ยงดู
การอบรมเลี้ยงดูเด็กเปนท ั้งศาสตรและศิลปพอแมผูปกครองจะตองมความร ี ูความเขาใจใน 
การเลี้ยงดูเด็กอยางเพยงพอจ ี ึงจะสามารถอบรมเลี้ยงดูเดกได ็ ดีตามความประสงคที่ตองการการให
การอบรมดูแลและเลี้ยงดูมนษยุ นนเป ั้ นสิ่งที่ทําไดยากทงนั้ ี้เพราะมนุษยมีพัฒนาการทางสมองสูง มี
ความสามารถในการคิดการตัดสินใจและการเลือกสรรหากพอแมหรอผื ูปกครองใชวิธีการอบรม
เลี้ยงดูที่ไมเหมาะสมหรือการใชการอบรมเลี้ยงดูแบบไมม ีการปรับหรือการยืดหยุนทฤษฎแลี วจะทํา
ใหการเลยงดี้ ูไมประสบผลสําเร็จรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูบุตรของแตละครอบคร  ัวจะแตกตางกัน
ไปตามลักษณะนิสัยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งนี้ขึ้นอยูกับความรูความเขาใจความเชื่อ
คานิยมสภาพแวดลอม และความเอื้ออํานวยในดานตางๆ ดังที่ทิศนา แขมมณีและคณะ (2535, 
อางถึงในสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ , 2540 32-33) ไดประมวลลักษณะการอบรม
เลี้ยงดูเดกตามว ็ ิถีชีวิตไทยไดเปน 10 แบบดังนี้
1) การใหอิสระเชิงควบคุม เปนการอบรมเล  ี้ยงดูที่ผูใหญใหอิสระแกเด ็กในการตัดสินใจ
เรื่องราวตาง ๆ เกี่ยวกับตนเองใหเดกช็ วยตนเองแตผูใหญจะควบคุมดแลอย ู ูหาง ๆ
2) การควบคุมเชงละเลย ิ เปนการอบรมเลี้ยงดูที่ผูใหญคอยควบคุมดูแลใหอยูในสายตาของ
ผูใหญแตไมควบคุมตลอดกระบวนการการควบคุมไมคงเสนคงวาขึ้นอยูกับอารมณของผ  ูใหญ35
3) การยอมรับแบบไมแสดงออกผูใหญใหการยอมรับเด็กโดยไมแสดงออกอย  างชัดเจน
ทางพฤติกรรม ผูใหญจะแสดงการยอมรับโดยการกอดจูบเมื่อเด็กยังเล็กแตจะเหินหางเมื่อโตขึ้น
การเฉยหรือนงของผ ิ่ ูใหญถือวาเปนการแสดงการยอมรบเดั ็กแตถาไมพอใจผูใหญจะวากลาว
ตักเตือน
4) การเปนแบบอยางเดกเร็ ียนรจากการเล ู ียนแบบพฤติกรรมผูใหญซึ่งมีทั้งพฤติกรรม
ทางบวกและพฤติกรรมทางลบ
5) การใหเด็กสัมพันธกับสภาพแวดลอมและรวมสถานการณ  แลวเกิดการเรียนรูตาม
ธรรมชาติคือใหเด็กไดเรยนร ี จากส ู ัมผัสและสัมพันธกับสภาพแวดลอมที่เปนบุคคลวตถั ุและ
ธรรมชาติรอบตัว
6) การใชพฤติกรรมทางวาจาอยางมากและแสดงเหต  ุผลนอย
7) การใชอํานาจในการอบรมเลี้ยงดูทั้งอํานาจทางวาจาและทาทาง
8) การไมคงเสนคงวาการแสดงพฤติกรรมของผูใหญขึ้นอยูกับอารมณของผูใหญ
9) การมีผูเลี้ยงดูเด็กหลายคน
10) พอแมสนองความตองการของเด็กเปลี่ยนแปลงไปตามวยัวุฒภาวะ ิ และเพศของเดก็
วราภรณรกวั จิัย (2533,อางถึงในสุคนธเจียรกลาง ,2535 :11-12) ไดแบงวิธีการอบรม
เลี้ยงดูไว 4 วิธีดังนี้
1) การอบรมเลี้ยงดูแบบใหความรักความอบอุนแบบประชาธิปไตยเปนการอบรมเล  ี้ยงดู
โดยใชคาถา 3 บทไดแกความรักความเขาใจความเอาใจใสในการเลี้ยงดูเด็กตองใชเหตุผลกับเด็ก
ใหเดกร็ ูสึกวาตนไดรับการปฏิบัติอยางยตุธรรม ิ พอแมตองใหความสําคัญกับลูกโดยถือวาลูกคือ
สวนที่มีความสําคัญตอครอบครัวพอแมใหสิ่งที่ลูกตองการจริง ๆ จัดประสบการณตางๆ ใหตรงกบั
พัฒนาการของลูกตามความเหมาะสมกับความสามารถทางรางกายอารมณสังคม และทักษะของ
ลูกโดยไมบังคับใหลูกทําในสิ่งที่ลูกไมอยากทําหรือไมสามารถท  ําไดใหการยอมรับและยกยอง
โดยสรางความเชื่อมั่นในตนเองใหลูกใหอิสระลกในการกระท ู ํากจกรรมต ิ าง ๆ เอาใจใสและ
ชวยเหลือแนะนําลูกตามความเหมาะสม ยอมรับความสามารถและใหสทธิ ิลูกในการตดสั ินใจหรือ
แกปญหาดวยตนเองพอแมต องใหกําลังใจใหคําปรึกษาใหความมนคง ั่ และความรสูึกปลอดภัย
ตลอดจนชี้แนะแนวทางการดํารงชีวิตแตละวยแก ั ลูกเพื่อลูกจะไดเกดการเร ิ ียนรูที่จะอยูอยางมี
ความสุข
2) การอบรมเลี้ยงดูแบบคาดหวังเอากับเด็กเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมเรียกรองเอาจาก
ลูกโดยพอแมม ีความตองการเคี่ยวเข็ญใหทําตามที่พอแมตองการหรือคาดหวังไวพอแม  จะกําหนด
วิถีชีวิตใหกับลูกลูกตองทําตามจุดประสงคของพอแมลูกมีหนาทจะต ี่ องท  ําตามทุกอยางแมไมชอบ36
3) การอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยปละละเลยเปนการอบรมเล  ี้ยงดูที่พอแมไมสนใจที่จะอบรม
สั่งสอนลูกปลอยใหลูกทําอะไรตามอําเภอใจไมมีใครคอยชี้แนะแนวทางที่ถูกตองเหมาะสมไม
สนใจความเปนอย  ูไมดแลยามเจ ู ็บปวยใหความร  ักแบบลําเอียงหรือดดุ าลงโทษรุนแรงเกินเหตุ
บางครั้งก็ปลอยหนาทเลี่ ี้ยงดูเด็กใหคนอื่นเลี้ยงดูตามมีตามเกิดซึ่งอาจจะเปนเพราะฐานะทาง
เศรษฐกิจของครอบครัวหรือเปนลูกที่เกดมาโดยพ ิ อแมไม ตั้งใจใหเกดหร ิ ือเปนครอบครัวที่แตกแยก
4) การอบรมเลี้ยงดูแบบรักถนอมมากเกินไปเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมตามปกปองดูแล
ลูกมากเกินไปไมใหลูกไดรบความล ั ําบากหรืออันตรายคอยใหความชวยเหลือลูกทุกอยางจนลูกไม
รูจักวิธีชวยเหลือตนเองไมรูจักการแกปญหาดวยตนเอง
รุจิระ สุภรณไพบูลย (2531, อางถึงในสุคนธเจียรกลาง, 2535 : 13-14) ไดแบงวิธีการ
อบรมเลี้ยงดูออกเปน 4 ประเภทคือ
1) การอบรมเล้ยงดี ูแบบไมยอมร  ับบางครอบครัวที่ยังไมพร อมที่จะมีลกู จึงไมตองการลูก
พฤติกรรมที่แสดงใหเห็นถึงความไมตองการของพอแมคือคลอดลูกแลวทิ้งไวที่โรงพยาบาลทิ้งลูก
ใหอดอยากกงขั ังในหองพอแม  บางคูจะทงลิ้ ูกไวกับผูเลยงนานๆ ี้ โดยไมหวงหรือไมสนใจบางราย
นําลูกไปโรงเรียนประจําหรือฝากเลี้ยงกบสถานเล ั ี้ยงเดก็ เปนตนทําใหเด็กทไดี่ รับการเลี้ยงดูแบบนี้
จะเปนเด็กที่มลีักษณะเก็บกดยอมรับสภาพนั้นเงยบขร ี ึม ขี้อายและหนีสังคมหรือกาวร  าวในสังคม
มีความกระตือรือรนสูงขี้อิจฉาคนอื่นในบางครั้งจะมีพฤติกรรมที่ตอตานพอแมบางครั้งจะเปลี่ยน
ชื่อตนเองเสียใหมไมยอมรับชื่อที่พอแมตั้งให
2) ลักษณะการอบรมเลี้ยงดูแบบรักมากเกนไป ิ พอแมที่เลี้ยงดูลูกแบบรักลูกมากเกินไปหรือ
ปกปองคุมครองเกินไปพบวา มีลักษณะพนฐานของการเล ื้ ี้ยงดูเปน 2 ลักษณะดวยก  ันคือ
 2.1 เห็นลูกเปนเด ็กตลอดเวลาแมวาลูกจะโตแลวก็ตาม
 2.2 ปองกันและขัดขวางวุฒภาวะทางส ิ ังคม เชนแนะนําสงสอนอย ั่ ูตลอดเวลาเตรียม
บทเรียนและแบบฝกหัดใหเลือกวิชาเรียนใหตอสูอุปสรรคใหทุกอยางไมยอมใหลูกเขาใกลสิ่งที่
เปนอันตรายไมยอมใหไปไหนคนเด  ียวเลอกเพ ื ื่อนใหคบเดกท็ ี่ไดรับการเลี้ยงดูแบบนี้จะมีลักษณะ
ที่สมาคมกับเพื่อนไมไดขี้อายไมเปนตวของต ั ัวเองไมมความส ี ุขบางคนจะมีอาการทางจิตทาง
การแพทยเรียกวาติดแมมภาวะไม ี สมบูรณมีอาการตาง ๆ เชนปวดศรษะ ี ระบบยอยอาหารไมดีมี
อาการโรคประสาท เด็กจะหาประสบการณทางสังคมจากหนังสือและในที่สุดจะแสดงอาการ
ตอตานเชนดมสื่ ุราหรือเที่ยวเตรในทางไมดี
3) ลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมเกินไปพอแมจะต  ั้งขอกําหนดวางกฎเกณฑ
ตาง ๆ ใหลูกทาํ เพื่อใหประสบความสําเร็จในชวีิตอยางที่พอแมตองการ ซึ่งบางครั้งความหวัง
เหลานั้นเกินความสามารถที่เด็กจะทําไดเด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้ถาเด็กมความสามารถ ี37
ใกลเคียงกับความมุงหวังของพอแมเดกจะเป ็ นบุคคลทมี่ ีแรงขับสูงและมักประสบความสําเร็จใน
ชีวิตแตมพฤต ี ิกรรมที่แสดงออกมา มักจะเปนบุคคลที่มีแรงขับสูงและมักจะประสบความสําเร็จใน
ชีวิต มีความกงวลเคร ั งเครียด สวนเด็กที่มความสามารถต ี ่ํากวาความมงหว ุ ังของพอแมจะแสดง
ปฏิกิริยาโดยการหนีสถานการณนั้นๆบางครั้งจะพูดปดเพื่อใหพอแมพอใจจุดเดนของพฤติกรรม
ของเด็กที่ไดรบการอบรมเล ั ี้ยงดูแบบน้คีือ มีอาการกังวลใจรูสึกเปนปมดอยบางครั้งจะหนเขั าพึ่ง
ศาสนา บางครั้งมีอาการโรคประสาท เชนตอตานการกระทําของพอแมและเปนคนกลัวงายเปนต น
4) ลักษณะการอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยเด็กทไมี่ เปนระเบยบี เปนผลของการเลี้ยงดูแบบ
ปลอยหรือเปนเพราะพ  อแมให อิสระมากเกินไปโดยทั่วไปแมที่เลี้ยงลกประเภทน ู ี้มกจะบ ั นในเร  ื่อง
ตาง ๆ เชนตองอ  านหนังสือใหลูกฟงขณะทลี่ ูกกินขาวหรอตื องแตงตัวใหมิฉะนนจะไปโรงเร ั้ ียน
สายเด็กที่ไดรบการอบรมเล ั ี้ยงดูแบบปลอยจะมพฤต ี ิกรรมที่ยึดตนเปนใหญไมมีระเบยบี กาวราว มี
พฤติกรรมตอตานเกรี้ยวกราด
เมธินินทรภญิ ูชน (2530, อางถึงในสุคนธเจียรกลาง,2535 : 15-16) กลาววาเด็กจะเปน
อยางไร มีบุคลิกภาพและนสิัยอยางไรขึ้นอยูกบวั ิธการอบรมเล ี ี้ยงดูของพอแมซึ่งการอบรมเลี้ยงดู
ของพอแมแบงได  3 วิธีดังนี้
1. บรรยากาศที่เขมงวดกวดขนในครอบคร ั ัวลักษณะนี้พอแม  จะตองเปนใหญ  ลูกจะตอง
เชื่อฟงพอแมท ุกอยางไมมสีิทธิ์แสดงความคิดเห็นใด ๆทั้งสิ้นเด็กทถี่ ูกเลี้ยงในลักษณะนี้จะขาด
ความคิดริเริ่ม เก็บตัวไมแสดงออกเพราะกลัวความผิดขาดความอบอนขาดความเช ุ อมื่ ั่นในตนเอง
2. บรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงตามอารมณพฤติกรรมของพอแมนั้นไมแน นอน  ถาพอใจก็จะ
โอจนเกินเหตุในขณะที่พอแมอารมณดีลูกทําผิดก็จะไมถูกลงโทษไมวาความผิดนั้นจะรุนแรง
เพียงใดก็ตาม แตถาพอแมอารมณไมดีลูกกจะถ ็ ูกลงโทษในบางครั้งการกระทํานั้นไมม ีความผิดเดก็
ที่อยูในครอบครัวลักษณะนจะเป ี้ นคนไมกลาคิดไมกลาตัดสินใจไมเช อฟื่ งขาดความรักความอบอุน
อารมณไมมั่นคง
3. บรรยากาศที่มเหตี ุผลพอแมม ีทาทียอมรับความคิดเหน็ และการกระทาของล ํ ูกอยาง
สมเหตุสมผลเปดโอกาสใหเด็กไดแสดงออกอย  างเต็มที่มีสวนรวมกับกิจกรรมในบานไดรับความ
อบอุนอยางเหมาะสม ลักษณะบรรยากาศแบบนี้จะทําใหเด็กมีความคดริ ิเริ่มสรางสรรครูจักการ
แกปญหา มีความรับผิดชอบเชื่อมั่นในตนเองและมีลักษณะพึ่งตนเองได
Faw. T. and Belkin (ดุษฎีโยเหลา,2535,อางถึงในสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แหงชาต, 2540 : 33) ิ กลาวถึงการอบรมเลี้ยงดูของพอแมว าแบงออกเปน 4 แบบคือ
1) การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย (Democratic Pattern of Parenting) ซึ่งเปนการ
อบรมเลี้ยงดูทพี่ อแมใหความอบอุนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับเด็กการอบรมเลี้ยงดู38
แบบนี้คลายกบการใช ั อํานาจอยางมีเหตุผลเด็กที่ไดรับการอบรมแบบนี้จะคลองแคลวเปนอิสระ
และมีความคิดริเริ่มสรางสรรค
2) การอบรมเลี้ยงดูแบบใหความอบอุนแตควบคุมอยางเขมงวด (Warmth but Restrictive 
Pattern of Parenting) การอบรมเลี้ยงดูแบบนี้พอแมใหความรักความอบอุนแกลูกแตม ีการควบคุมสูง
เด็กจากครอบครัวที่มีการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้จะชวยต วเองได ั นอยมีความคิดริเริ่มสรางสรรคต่ํากวา
เด็กอื่น
3) การอบรมเลี้ยงดูแบบปฏิเสธและควบคุม (Rejecting and Controlling Pattern of 
Parenting) การอบรมเลี้ยงดแบบน ู ี้พอแมใหความรักความอบอุนนอยแตควบคุมสูงเด็กจะมีลักษณะ
ขาดความเชื่อมั่นลงโทษตนเองและหนหีางจากสังคม จิตใจไมมนคง ั่
4) การอบรมเลี้ยงดูแบบปฏิเสธและปลอยตามใจ (Rejecting and Autonomous Pattern of 
Parenting) พอแมใหความรักความอบอุนนอย และไมสนใจที่จะควบคมหร ุ ืออบรมแนะนําเด็ก
ลักษณะของเดกจากครอบคร ็ ัวแบบนจะควบค ี้ ุมตัวเองไดน อย มีความกาวร  าว
กวินทรธรรมนุต (2522 : 27-30 , อางถึงในสุนันทพรมดี, 2540 :28-29) ไดแบงการอบรม
เลี้ยงดูออกเปน 3 ลักษณะคอื
1. การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมรวมกันรับผิดชอบ
เปนอันหนึ่งอนเดั ียวกนั การตัดสินใจใด ๆภายในครอบครัวเกิดขนจากการเห ึ้ ็นชอบของสมาชิก
ทุกคนในครอบครัวโดยถือเอาความสุขของสวนรวมเปนใหญ  ลูกมีโอกาสใชความสามารถอยาง
เต็มที่และรับผิดชอบตอกิจกรรมตาง ๆ ของครอบครัว มีโอกาสหัดคดริ ิเริ่มและตัดสินใจจากสิ่งเล็ก
ไปสูงานใหญพอแมสนองความต  องการพนฐานของล ื้ ูกใหความรกัความเอาใจใสและใหโอกาสที่
จะคบหาสมาคมกับเพื่อนเมื่อมีปญหาเกดขิ ึ้นทุกคนมสีวนออกเสียงและใหความเห็นถาเกิดการ
ขัดแยงกันขึ้นก็เปดโอกาสใหทุกคนไดใชเหตุผลในการโตแยงกนั
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบเขมงวดครอบครัวนสี้ วนใหญพ อจะเปนหัวหนาครอบครัวเปน
ผูหาเลี้ยงครอบครัว มีอํานาจเด็ดขาดในครอบครัวตั้งกฎเกณฑให ลูกปฏิบัติตามสทธิ ิที่จะจัดการกบั
สมาชิกในครอบครัวตามที่ตนเองปรารถนาการตัดสินใจใด ๆ ของครอบครัวลูกไมมีสิทธิออกเสียง
ดวยความตองการของลูกไมไดรับการตอบสนองเสมอไป พอแมไมแสดงความรักใครต อลูกลูก
ไมไดรับอนุญาตใหออกไปไหนไกลบานผลการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้ลูกมักขาดความสมพั ันธอยาง
ใกลชิดกับพอแมทําใหขาดความคิดริเริ่มสรางสรรคขาดความเชื่อมั่นในตนเองขี้อายไมเปนตวของ ั
ตัวเองขาดความอบอุนมั่นคงปลอดภัยไมสามารถต  ัดสินใจดวยต ัวเองในบางเรื่องเพราะไมเคย
ไดรับการตัดสนใจด ิ วยตนเองมาก  อน39
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยปละละเลยการอบรมเลี้ยงดูลักษณะนี้พอแมมีความ
คิดเห็นในการอบรมเลี้ยงดูไปคนละทางตามความเหนชอบของตน ็ พอแมไมไวใจซ  ึ่งกนและก ั นั
และไมสนใจลูกเทาที่ควรพอแมมักจะเชอวื่ าเด็กจะดีกด็ีเองจะชวกั่ ็ชวเอง ั่ ทําใหไมค อยสนใจ
รับผิดชอบในการอบรมสั่งสอนลูกเกยวก ี่ ับความประพฤติเมื่อเกิดปญหาเฉพาะหนาขึ้นกับลูกพอแม
ก็ไมใหการชวยเหลือแนะนําพอแมมักจะใชอํานาจรุนแรงกับลูกทําโทษโดยใชอารมณปราศจาก
เหตุผลเด็กที่เกดมาในบรรยากาศเช ิ นนจะร ี้ สูึกขาดความอบอุนจากพอแมมองโลกในแงราย
ไมไววางใจผ  ูอื่นไมมีโอกาสไดเรียนรูหรอฝื กฝนใหมีคณธรรม ุ ขาดความมีระเบยบว ี ินัยและความ
ซื่อสัตยมีการเรียนรูกฎเกณฑจากผูใหญมากขึ้นเดกจะย ็ ดตนเองเป ึ นจดศุ ูนยกลาง  ดอดื้ ึงและชาง
ปฏิเสธ
ดวงกมล เวชบรรยงรัตน (2530: 552 – 533) ไดกลาววาวธิีการอบรมเลี้ยงดูเดกเป็ น
สภาพแวดลอมของครอบครัวอีกประการหนึ่งที่มีความสําคัญในการอบรมเลี้ยงดูเดก็ เพราะการ
อบรม เลี้ยงดูจะเปนไปไดตามเปาหมายหรอไม ื เพียงใดนนั้ ยอมขึ้นอยูกบความพร ั อมและการ
ยอมรับจากเดก็ความเหมาะสมของวิธีการอบรมเลี้ยงดูเดกท็ ี่จะนํามาใชกับเด็กแตละคนยอมแตกตาง
กันไปตามสภาพและความพรอมทางกายและจิตใจของเด็กบางครั้งพอแม  ผูปกครองอาจตอง
ปรับปรุงรูปแบบและวิธีการเลี้ยงดูหลาย ๆวิธีมาใชใหเกดประโยชน ิ ในการเล  ี้ยงดเดู กด็ วยและได
กลาววาวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดยทวั่ ๆ ไปกําหนดไวกว าง ๆ 3 วิธีคือ
1. การอบรมเลี้ยงดูแบบปกปองเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมผูปกครองใหความดแลเอาใจ ู
ใสเด็กมากเปนพ ิเศษที่คนทวไปม ั่ ักเรยกว ี า “ไขในหนิ” พอแมจะคอยปกปองไมใหเด็กไดรับความ
กระทบกระเทอนท ื ั้งทางรางกายและจิตใจเด็กที่เคยไดรบการอบรมเล ั ี้ยงดูแบบนี้มกจะขาดความ ั
พรอมที่จะตอสูดวยตนเอง ชอบที่จะพึ่งพาคนอื่นอยูเสมอ ไมเปนตัวของตัวเองเดกเหล ็ านี้จะเปน
เด็ก “หัวออน” สอนงายอบรมงายเชื่อฟงผใหญ ู ไมดื้อดึงเด็กประเภทนมี้ ักจะปรับตวกั ับผูใหญไดดี
แตกับเพื่อนรนเดุ ียวกนมั ักจะเปนที่รําคาญเพราะเพื่อนๆ ไมอยากทจะเป ี่ นภาระดูแลเด็กประเภทนี้
ดังนั้นเด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูแบบนจี้งมึ ักรูสึกโดดเดี่ยว มเพี ื่อนนอย เก็บตวั มีความหวาดกลวั
ตอสภาพแวดลอมงาย
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบเขมงวด การอบรมเลี้ยงดูแบบเขมงวดมีความแตกตางจากการ
อบรมแบบปกปองในดานตรงกันขาม กลาวคือพอแมจะมีความเขมงวดกวดขันกับภารกิจใน
ชีวิตประจําวันตลอดจนความคิดความเชื่อและการกระทําตาง ๆ ของเด็กเปนอยางมากจนกระทั่ง
ทําใหเดกหวาดกล ็ ัวไมกล าและไมแนใจในการตัดสินใจที่กระทําส่งติ าง ๆ ลักษณะของพฤติกรรม
ของเด็กที่ไดรบการอบรมแบบน ั ี้อาจแสดงออกไดสองลักษณะคือ มีความหวาดกลวัไมกลา
ตัดสินใจและอีกประการหนึ่งคือกลาตัดสินใจอยางบาบิ่นลักษณะพฤติกรรมทั้งสองประการที่40
เกิดขึ้นนจะม ี้ ีผลอยางมากตอพฤติกรรมของเด็กที่จะเติบโตเปนผูใหญตอไปในอนาคต  เด็กที่ไดรับ
การอบรมแบบ เขมงวดนี้จะเปนเด็กทเครี่ งครัดปฏิบัติตามระเบียบวนิัยเพราะไมกลาตัดสินใจ
กระทําดวยตนเองแต  บางครั้งเมื่อถึงคราวที่จะตองตัดสินสินใจในเรื่องที่ไมมีระเบียบใดๆ รองรับก็
จะทําไมไดสวนพวกที่ตดสั ินใจอยางบาบนกิ่ ็จะไมสนใจระเบียบวินยั พึงละเลยโดยจะใชตนเองเปน
หลักทําตามทตนเองชอบ ี่
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยเปนการอบรมที่ใหอิสระในการกระทําแกเด็กเด็ก
จะไดมีความคดความอ ิ านตดสั ินใจดวยตนเอง  ซึ่งเปนประโยชนอยางยงในการด ิ่ ํารงชีวิตในสังคม
ปจจุบันแตอยางไรก  ็ตาม การฝกประชาธิปไตยใหแกเดกต็ องพึงระลึกถึงการสรางความเขาใจใน
เรื่องของประชาธิปไตยใหเด ็กเขาใจอยางแทจริงเชนการที่จะใหเดกร็ ูวาตนมีสิทธิที่จะทําอะไร ๆ ก็
ไดก็ตองใหเดกเร็ ียนรูดวยว  าการมีสิทธิเชนนั้นเขาจะตองมีหนาที่พึงปฏิบัติอยางไรบางเพื่อใหมาซงึ่
สิทธินั้นๆ โดยทั่วไปแลวการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยมักจะทํากันอยางไมถ ูกตองคือแทนที่
จะทําความเขาใจกับเด็กทําขอตกลงก  ันไวกอนใหเดกยอมร ็ ับกอนกลับปลอยใหเด็กทาอะไรตามใจ ํ
ชอบจนในทสี่ ุดเด็กกจะเป ็ นคนเอาแต  ใจตนเองจะเอาอะไรต  องใหไดอย างใจถาไมได ก็จะประทวง
แสดงความไมพอใจ  ซึ่งถาพอแม  วากลาวเดกก็ ็จะอางวาพอแม  ไมใหอิสระไมมีประชาธิปไตยแสดง
ใหเห็นวาเด ็กยงไม ั เขาใจในเรื่องประชาธิปไตยดพอี
สมพร สุทัศนีย (2541 : 88) ไดแบงลักษณะการอบรมเลี้ยงดูเดกไว ็  6 แบบดังนี้
1. การอบรมเลี้ยงดูที่เขมงวดกวดขันเกินไปเด็กจะกลายเปนคนท  ี่ไมกลาเพราะเมื่อเด็กทํา
อะไรพอแมมกจะเห ั นว็ าผิดแบบแผนระเบียบกฎเกณฑไปเส  ียหมด มกจะเป ั นครอบคร  ัวสมัยเกาที่
ยึดติดกับประเพณีโบราณเดกจะกลายเป ็ นคนที่เงียบเรยบร ี อยเมื่อมาอยูโรงเรียนจะกลายเปนคนที่
ใจนอยหงุดหงิดทนคนอื่นไมไดในที่สุดจะกลายเปนเดกท็ ี่ชอบอยูคนเดียวเงียบๆ และหนีสังคม
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบตามสบายเดกจะท ็ ําอะไรก็ไดพอแมไมดุไมว าจะผิดหรือถูกเด็ก
จะกลายเปนคนไมมีระเบยบี ซุกซนจนเกนเหต ิ ุไมรูจกเกรงใจผ ั ูอื่นผลที่สุดเขากับเพอนไม ื่ ได
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบไมคงเสนคงวาจากการกระทําอยางเด  ียวกันของเด็กบางครั้งเดก็
จะไดรับการดุตําหนิบางครงพั้ อแมก็เฉยๆบางครั้งก็ไดรบคั ําชมเชย ทําใหเดกเก็ ดความไม ิ มั่นใจ
ไมแนใจขลาดกลัวและวิตกกังวลในที่สุดจะกลายเปนคนเงียบขรึม แยกตัวและหนีสังคมไดเชนกนั
4. การอบรมเลี้ยงดูแบบเยาะเยยถากถางเม  ื่อเด็กทําผิดทําใหเด็กไมมีความมั่นใจคับแคน
และเก็บกดความรูสึกเอาไวเมื่อมีโอกาสจะแสดงออกในลักษณะกาวราวรุนแรงและเจาอารมณ
เพื่อที่จะระบายความคับแคนน ั้นๆ
5. การอบรมเลี้ยงดูแบบใชอํานาจเฆี่ยนตีและดุดา มกจะเก ั ดจากพ ิ อแมทมี่ ีฐานะไมด ี
การศึกษาต่ําเมื่อมีอารมณโกรธแคนตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะหาทางระบายกับลูก ๆทําใหเด็กโกรธแคน41
และเก็บกดความรูสึกเอาไวเมื่อมาอยูที่โรงเรียนจะมีกิรยากิ าวราวชอบแกลงและแหยเพื่อนเพื่อ
ชดเชยการกระทําของพอแมที่เคยโหดรายกับตน
6. การอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยปละละเลยพอแม  มักไมให ความสนใจเพราะร  ักงานมากกวา
จึงไมมีเวลาใหลูก ๆ เหตุนี้จึงทําใหเดกกลายเป ็ นคนขี้อายไมกลาพูดกับคนอื่นเพราะไมเคยปฏิบัติ
ตนเชนนนกั้ ับพอแมมักจะทาสํ ิ่งตางๆ เพ่อเรื ียกรองความสนใจตลอดเวลา
เชิดภกั ศิริสุข (2543 : 6) ไดแบ งการอบรมเลี้ยงดูออกเปน 3 รูปแบบ ดงนั ี้
1. แบบประชาธปไตย ิ คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบยอมรับเดก็ สนิทสนมและเลนกับเดก็ ให
เหตุผลตามหลักวิทยาศาสตรฝกใหเด็กรูจกหน ั าที่รับผิดชอบฝกใหมีความเชื่อมั่นในตนเองให
ความรักและฝกให  พึ่งตนเอง
2. แบบเขมงวดกวดขันคือการอบรมเล้ยงดี ูแบบใชอํานาจบังคับลงโทษ เผด็จการและ
คาดหวังเอาจากเด็ก
3. แบบปลอยปละละเลยคือการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งไมเอาใจใสหรอสนองความ ื
ตองการของเดก็
สวนปรียา เกตุทัต (2527: 262-264) ไดจําแนกลักษณะการอบรมเลี้ยงดูของพอแมออกเปน
4 ประเภทดังนี้
1. การอบรมเลี้ยงดูแบบอัตตาธิปไตยเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมเปนใหญ  และเขมงวด
กวดขนมาก ั พอแม  ควบคุมอยางใกลชิดเดกไม ็ มีโอกาสไดเปนอสระหร ิ อเปื นตัวของตวเอง ั ไมมี
โอกาสตัดสินใจดวยต วเอง ั พอแมจะออกคําสั่งใหปฏิบัติตาม จนกระทั่งเด็กเกิดความรูสึกวาตนเอง
ไมมีอิสระตองตกอยภายใต ู กฎข  อบังคับและระเบียบวินยตั าง ๆ เด็กจะเกิดภาวะอึดอดใจ ั เพราะไมม ี
อิสระที่จะกระทําสิ่งที่เขาตองการพอแมมกจะใช ั การลงโทษในการปรบพฤต ั ิกรรมที่ไมพึงประสงค
เด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้มักจะมระเบ ี ียบวินยและส ั ุภาพเรียบรอย มักจะทําสิ่งตางๆ ดวย
ความระมัดระวังขี้อาย มีสตมากเก ิ ินไปและมักไวตอความรูสึกในขณะเดยวก ี ันเด็กจะมีลักษณะที่
ไมพึงปรารถนาไดแกเก็บตวั ใจนอย ชอบพึ่งพาผูอื่นมีความมั่นคงทางอารมณนอยไมสามารถ
สรางความสัมพันธอันดีกับผอูื่นเปนที่วางายและเปนผ ูตามในบานแตมกไม ั ยอมตามเมื่ออยสู ังคม
ภายนอก ชอบหาเรื่องทะเลาะเบาะแวงหงดหง ุ ิดบางครงกั้ าวราวตื่นกลัว ชอบตอตานสังคม เมื่อโต
ขึ้นจะรูสึกวาผูอื่นเอาเปรียบเขาจากการวจิยของ ั Baumrind พบวาการอบรมเลี้ยงดูเดกหญ ็ ิงจะมี
ความเปนอิสระมีพฤติกรรมที่มีจุดมุงหมายและเด็กชายจะมีความรับผดชอบต ิ อสังคมสูงเด็กจะเปน
อิสระเมื่อพอแมไมอยูมีแรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์สูงแตมีพฤติกรรมแบบไมเขากบคนอ ั ื่นงาย และไมคอย
ใหความรวมม  อื42
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยปละละเลยหรอทอดท ื ิ้ง เปนแบบตรงกันขามก  ับประเภท
แรกโดยสิ้นเชงิพอแมประเภทนี้ไมสนใจที่จะอบรมสั่งสอนเด็กปลอยใหเด ็กมีอิสระมากเกินไป
ยอมใหเด ็กทําตามใจไมคอยชี้แนวทางที่ถกตู องใหทําใหเปนเด็กที่ขาดเหตุผลไมเชอฟื่ งใครและมกั
มีอารมณฉุนเฉียวโกรธงายกาวราวเด็กประเภทนี้มักมาจากพอแมหาเช  ากินค่ําหรือครอบครัวที่มี
ลูกมากจนไมม ีเวลาดูแลไดทั่วถึงเด็กประเภทนี้จะมีอาการเซื่องซึม ไมสามารถปรับตัวไดดื้อรั้น
กระวนกระวายใจอยูเสมอ ชอบกาวราวระรานผูอื่นมีเจตคติที่ไมดีตอพอแมบางครั้งถึงกับเกลียด
พอแมซึ่งสวนใหญเดกกล ็ ุมนี้มักจะมีความผิดปกติทางจิตคอนขางสูง
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบทะนุถนอมหรือรักมากเกินไปไดแก วิธีที่พอแมผูเลี้ยงคอยเอาใจใส
ปกปองคุมครองชวยเหลือเดกมากเก ็ นไป ิ เด็กไมเคยไดรบความล ั ําบากไมมีโอกาสเรียนรูการพึ่งพา
ตนเองเมื่อโตขึ้นเด็กไมสามารถชวยตนเองไดเอาแตใจตนเอง  ไมเคยมีใครขัดใจไดไมมีความคิด
ริเริ่มสรางสรรคเนื่องจากคิดพึ่งจากผูอื่นตลอดเวลาไมรจูักแกปญหาดวยตนเอง  ลักษณะของเด็ก
ประเภทนี้จะขาดความเชื่อมั่นในตนเองไมสามารถเขากับเพื่อนไดเห็นแกตัวเพราะเคยเปนแต  ผรูับ
เทานั้นพบมากในเมืองไทย สวนในประเทศตะวนตกน ั ยมน ิ ั้นเลี้ยงลูกใหพึ่งตนเองมากกวา
4. การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย เปนลกษณะของการอบรมส ั ั่งสอนดวยเหตุผลให
โอกาสเด็กไดแสดงความค  ิดเห็นตัดสินใจ มีสวนรับรูรับผิดชอบตอกิจกรรมของครอบครัวสามารถ
แสดงความสามารถของตนเองไดเต็มที่พอแม  คอยแนะนําแนวทางที่ถูกตองดวยเหตผลุ เด็กเหลานี้
จะมีความคดริ ิเริ่มสรางสรรคมีความรับผิดชอบและมีความเชื่อมั่นในตวเอง ั มีคุณลักษณะของการ
เปนผูนําที่ดีและพึ่งตนเองไดเด็กที่ไดรับการอบรมแบบนี้จะเปนเด็กที่มสามารถปร ี ับตัวไดดีและ
รวดเร็วกลาแสดงความคิดเห็นใหความรวมม  ือกับผูอื่นไดดีมีความมนคงทางอารมณ ั่ และมี
ความรูสึกนับถือตนเองและมีแรงจูงใจใฝส ัมฤทธิ์สูงและมักจะเปนเดกท็ ี่ประสบความสําเร็จในการ
กระทํากจการต ิ าง ๆ ไดดีมสีัมพันธภาพกบบั ุคคลอื่นไดดี
ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2524 : 4-16, อางถึงในสุนันทพรมดี,2540 : 27) ไดกลาวถึง
วิธีการอบรมเลี้ยงดูไว 5 แบบคือ
1) วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนหมายถึงการที่บิดามารดารายงานวาในการปฏบิัติ
ที่มีตอบุตรตนไดแสดงความรักใครเอาใจใสสนใจทกขุ สุขของบุตรของตนมากนอยเพ  ียงใดนอก
จากนั้นยังเกี่ยวของกับความสนิทสนม การสนับสนุนชวยเหลือและการใหความสําคญกั ับบุตร
2) วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบใชเหต ุผลหมายถงึการที่บิดามารดาไดอธ ิบายเหตุผลใหแกบตรุ
ในขณะที่มีการสงเสริมหรือขัดขวางการกระทําของบุตรหรือลงโทษบุตรนอกจากนนบั้ ิดามารดาที่
ใชวิธีการนยี้ังใหรางวัลและลงโทษบุตรอยางเหมาะสมกับการกระทําของบุตรมากกวาจะปฏิบัติตาม
อารมณของตนเอง43
3) วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบลงโทษทางจิตมากกวาทางกายหมายถึงการลงโทษที่บิดา
มารดาปฏิบัติตอเด็กโดยการดุดาการริบวตถั ุสิ่งของการงดแสดงความรักใครเมตตาและการตัด
สิทธิตาง ๆ มากกวาจะลงโทษโดยการเฆี่ยนตี
4) วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมหมายถึงการออกคําสั่งใหเดกท็ ําตาม แลวผูใหญคอย
ตรวจตราใกลชิดวาเด็กคอยทําตามหรือไมถาเด็กไมทําตามก็จะลงโทษเด็กดวย สวนการควบค  ุม
นอยหมายถึงการปลอยใหเด็กรูจักตดสั ินใจเองวาควรท  าํ หรือไมทําสิ่งใดและเปดโอกาสใหเดก็
เปนตัวของตวเองบ ั อยครั้งโดยไมเขาไปยุงกับเด็กมากนกัผูใหญมักสับสนเกี่ยวกับการควบคุมเด็ก
และการทําตนใกลชิดเดก็ 2 วิธีตางกันระหวางวิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบลงโทษทางจิตมากกวาทาง
กายกับวิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม
5)การอบรมเลี้ยงดูแบบใหพึ่งตนเองหมายถึงการเปดโอกาสใหเดกได ็ ทากํ ิจกรรมตาง ๆ
ในชีวิตประจําวันดวยตนเอง  ภายใตการแนะนําและการฝกฝนจากบ  ดามารดา ิ หรือผูเลี้ยงดูอื่นๆซึ่ง
จะทําใหเดกช็ วยต วเองได ั เรว็และไมตองพึ่งพาผูอื่นมากและนานจนเกินไป
การอบรมเลี้ยงดูเด็กเปนองค  ประกอบที่มความส ี ําคัญยิ่งตอการที่จะพฒนาการทางด ั าน
บุคลิกภาพรวมทั้งการพัฒนาทางดานคุณธรรมจริยธรรมของเด็ก ซึ่งการอบรมเลี้ยงดูเปนการอบรม
ใหเดกม็ พฤต ี ิกรรมตามที่สังคมและพอแมคาดหวังไวกับเด็กเดกจะม ็ ีพฤติกรรมอยางไรนั้นขึ้นอยู
ที่วาพอแมและผ  ูปกครองเลี้ยงดูเดกด็ วยว  ธิีการหรือลักษณะอยางไรพฤติกรรมและบคลุ ิกภาพตางๆ
ของเด็กจะเปลยนไปตามร ี่ ูปแบบและวิธีการอบรมเลี้ยงดูของพอแมทั้งนี้วิธีการอบรมเลี้ยงดูที่ดีนนั้
ขึ้นอยูกับการวเคราะห ิ พจารณาเล ิ ือกวิธการท ี ี่เหมาะสมของพอแมที่จะใชกับลูกของตนแตขอพึง
ระลึกที่สําคัญสาหร ํ ับพอแมก ็คือการใชวิธการใดๆ ี ก็ตามควรกระทําใหสม ่ําเสมอและตอเนื่องความ
ไมแนนอนในอารมณของพอแมและความไมแนนอนในการใชวิธีการอบรมเลี้ยงดูจะเปนผลราย
อยางยิ่งในการอบรมเลี้ยงดูเดก็ เพราะจะทําใหเดกเก็ ดความส ิ ับสนไมแนใจทําใหเด็กปฏิบัติตาม
ไมถูกถาพอแมมีทาทีในการเลี้ยงดูเดกอย ็ างเครงครัดควบคุมบังคับเรียกรองเอาแตใจน  ั้นเดกจะ ็
เจริญเติบโตขึ้นเปนผูที่มีบุคลิกภาพออนแอประสาทออนไมมีความมนใจ ั่ ขาดความเขาใจและ
ยอมรับผูอื่นจะเปนคนที่ตดสั ินใจเองไมเปน หรือไมกด็ื้อดึงไมฟงใครเลยและมีบุคลิกภาพกระดาง
กอกวนผูอื่น
ดังนั้นจึงเห็นไดวารูปแบบและวิธีการอบรมเลี้ยงดูของพอแม  ที่แตกตางกันยอมมีผลตอ
พฤติกรรมของเด็กเปนอย  างยิ่งและวิธีการอบรมที่แตกตางก ันนี้สงผลใหเด กม็ ีพฤติกรรมและ
ลักษณะจิตใจที่แตกตางกนั เชนการเลี้ยงดเดู ็กที่ผูเลี้ยงดใชู เหตุผลการตัดสินใจใดๆ เกดจากความ ิ
เห็นชอบของสมาชิกฟงเสียงสวนใหญของสมาชิกเปนการฝกใหเด็กรูจักคิดตั้งแตเร ื่องใกลตัวเดกท็ ี่44
เติบโตมาในครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูเชนนจะเป ี้ นเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเองกลาคิดกลาแสดง
ออกรูจักตัดสนใจ

อ้างอิง : http://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2010/6410/9/Chapter2.pdf