ค่านิยมหลัก 12 ประการ
1. มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. ซื่อสัตย์ เสียสละ อดทน มีอุดมการณ์ในสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม3. กตัญญูต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์
4. ใฝ่หาความรู้ หมั่นศึกษาเล่าเรียนทั้งทางตรง และทางอ้อม
5. รักษาวัฒนธรรมประเพณีไทยอันงดงาม
6. มีศีลธรรม รักษาความสัตย์ หวังดีต่อผู้อื่น เผื่อแผ่และแบ่งปัน
7. เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง
8. มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
9. มีสติรู้ตัว รู้คิด รู้ทำ รู้ปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
10. รู้จักดำรงตนอยู่โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รู้จักอดออมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น มีไว้พอกินพอใช้ ถ้าเหลือก็แจกจ่ายจำหน่าย และพร้อมที่จะขยายกิจการเมื่อมีความพร้อม เมื่อมีภูมิคุ้มกันที่ดี
11. มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจฝ่ายต่ำ หรือกิเลส มีความละอายเกรงกลัวต่อบาปตามหลักของศาสนา
12. คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม และของชาติมา
ค่านิยมหลักข้อที่ 8
มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย ผู้น้อยรู้จักการเคารพผู้ใหญ่
ประเภทของ “วินัย”
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2529 : 2-63) ได้จัดจำแนกระเบียบวินัยออกเป็น 3 ประเภท ดังปรากฏในเอกสารคำสอน ชุดการปลูกฝังและเสริมสร้างค่านิยมพื้นฐานการมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ดังนี้

1. การมีมีวินัยในตนเอง ยอมรับและถือปฏิบัติตามกฎ กติกา มารยาท ขนบธรรมเนียม และแบบแผนอันดีงามของสังคม
ข้าพเจ้าปฏิบัติตามระเบียบที่สถานศึกษากำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่เคยถูกดำเนินการทางวินัย แต่งกายตามระเบียบและเหมาะสม
กับกาลเทศะ ไม่เคยออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความเต็มใจและเต็มความสามารถ มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยึดมั่นในพุทธศาสนาและปฏิบัติตน
เป็นพุทธสาสนิกชนที่ดี ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ส่งเสริมและเข้าร่วมประเพณีหรือวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สังคม ชุมชนจัดขึ้นทุกโอกาส
2. การรักษาและเสริมสร้างวินัยในตำแหน่งหน้าที่ราชการ การปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม
ข้าพเจ้าปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ปฏิบัติตน
อยู่ในกรอบของวินัย ปฏิบัติตนตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานทางการศึกษา และไม่เคยกระทำผิดทางวินัย
3. การตรงต่อเวลาและการอุทิศเวลาให้แก่ทางราชการและผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
ข้าพเจ้าวางแผนในการบริหารเวลาและใช้เวลาในการปฏิบัติหน้าที่อย่างคุ้มค่าโดยกำหนตารางเวลาในการทำงานในแต่ละวันเป็นผู้ที่ปฏิบัติตน
ตรงต่อเวลาในการนัดหมาย การปฏิบัติหน้าที่ การประชุม การส่งงาน/รายงานที่ได้รับมอบหมาย อุทิศเวลาของตนให้แก่นักเรียน โรงเรียนและราชการ
4. ความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ การรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสมอภาคและเที่ยงธรรม มีความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใส่ รักษาประโยชน์ของทางราชการไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ และปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ
อย่างเคร่งครัด
5. การรักษาความสามัคคี มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงาน องค์กร และชุมชน
ข้าพเจ้าประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ชุมชน สังคม มีความสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียน และระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกัน ผู้ปกครองและผู้มีติดต่อราชการ ให้การต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมแก่นักเรียนและผู้มาติดต่อราชการ
ประเภทของ “วินัย”
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2529 : 2-63) ได้จัดจำแนกระเบียบวินัยออกเป็น 3 ประเภท ดังปรากฏในเอกสารคำสอน ชุดการปลูกฝังและเสริมสร้างค่านิยมพื้นฐานการมีระเบียบวินัยและเคารพกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบแบบแผน และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ดังนี้
1. การมีระเบียบวินัยในการศึกษาเล่าเรียน หมายถึง การที่นักเรียนสามารถควบคุมตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอย่างมีระเบียบแบบแผน มีเหตุผลและเป้าหมายในการเพิ่มพูนความรู้ เพื่อพัฒนาตนเอง โดยการจัดตารางเวลาไว้สำหรับศึกษาเล่าเรียนและการควบคุมตนเองให้ปฏิบัติตามตารางดังกล่าวได้ มีความตั้งใจเล่าเรียนอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ วิชา มีการเตรียมตัวอ่านบทเรียนมาก่อนที่จะถึงเวลาเรียนและทบทวนบทเรียนทุกครั้งภายหลังจากการเรียน เข้าเรียนตรงเวลา ไม่ลอกคำตอบจากเพื่อน อีกทั้งต้องไม่เปิดโอกาสหรือยินยอมให้เพื่อนลอกคำตอบในเวลาสอบ มีการเตรียมอุปกรณ์การเรียนอย่างครบถ้วนและพร้อมสำหรับการใช้อยู่ตลอดเวลา
2. การมีระเบียบวินัยในที่อยู่อาศัย หมายถึง การที่นักเรียนสามารถควบคุมตนเอง โดยการประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอในการรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย มีการจัดตกแต่งที่อยู่อาศัยให้น่าอยู่ ไม่รับประทานอาหารในห้องนอน จัดแบ่งเนื้อที่ภายในบ้านให้เป็นสัดส่วนเหมาะสมต่อการทำกิจกรรมต่างๆ อีกทั้งต้องไม่คุย หัวเราะ จัดงานสังสรรค์ ตลอดทั้งการเปิดโทรทัศน์เสียงดังรบกวนผู้อื่น
ดังภาพ ผู้หญิงคนนี้ได้ปฏิบัติตนในด้านการมีระเบียบวินัยในที่อยู่อาศัย คือ การเขาทำความสะอาดบ้านเรือน และได้เก็บของ จัดของ เข้าที่ให้เรียบร้อยอย่างเป็นระเบียบ
3. การมีระเบียบวินัยในสังคม หมายถึง การที่นักเรียนสามารถประพฤติปฏิบัติอย่างมีระเบียบแบบแผน ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เคารพปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อบังคับของสังคม รู้จักใช้สิทธิและหน้าที่ ละเว้น การใช้อภิสิทธิ์โดยรับบริการและให้ บริการที่เป็นไปตามลำดับก่อนหลัง อีกทั้งมีมารยาทในการใช้ถนน การขับขี่ยานพาหนะ โดยการปฏิบัติตามกฎจราจร และมีการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่เมื่อรู้เห็นการกระทำผิดระเบียบวินัยและกฎหมาย
ส่วนกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 100) ได้กล่าวถึงประเภทของระเบียบวินัยไว้ในเอกสารเสริมความรู้สำหรับครู กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัยจริยศึกษา ดังนี้
1. ระเบียบวินัยภายนอก ได้แก่
1.1 การรักษาระเบียบวินัยในการบริโภค เช่น การรับประทานอาหารให้ถูกหลักอนามัยและสุขวิทยา รับประทานอาหารเป็นเวลา มีมารยาทเรียบร้อยในการรับประทานอาหาร
1.2 การรักษาระเบียบวินัยในการอุปโภค เช่น การรักษาร่างกาย เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย
1.3 การรักษาระเบียบวินัยต่อสถานที่ เช่น การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งในสำนักงาน วัดวาอาราม สถานที่ราชการ และสาธารณะสถานต่างๆ โดยการประพฤติปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับของสถานที่นั้นๆ
1.4 การรักษาระเบียบวินัยในการปกครอง เช่น การสร้างวินัยเพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติ เอาใจใส่กวดขัน โดยปรับปรุงระเบียบต่างๆ ให้มีมาตรฐานและถือปฏิบัติให้เป็นแบบอย่าง
2. ระเบียบวินัยภายใน ได้แก่
2.1 ระเบียบท่วงที เช่น การจัดท่าทางท่วงทีให้มีความเหมาะสมทั้งแก่ฐานะและภูมิรู้ของตนเอง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่นและไม่ทะนงตน
2.2 ระเบียบกิริยา เช่น การควบคุมอาการของร่างกายที่เคลื่อนไหวให้ปรากฏแก่คนทั่วไป โดยควบคุมและปรับปรุงกิริยาให้งดงาม มีความเป็นระเบียบ มีกิริยาดี สุภาพ อ่อนโยน มีการประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องตามกาลเทศะ
2.3 ระเบียบวาจา เช่น การพูดสมานไมตรี พูดไพเราะ พูดดีมีประโยชน์ ไม่พูดคำซึ่งเป็นเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ และไม่พูดจาเพ้อเจ้อ
2.4 ระเบียบใจ เช่น การรู้จักที่จะควบคุมอารมณ์และจิตใจให้อยู่ในกรอบที่ดีงาม
1. การมีมีวินัยในตนเอง ยอมรับและถือปฏิบัติตามกฎ กติกา มารยาท ขนบธรรมเนียม และแบบแผนอันดีงามของสังคม
ข้าพเจ้าปฏิบัติตามระเบียบที่สถานศึกษากำหนดอย่างเคร่งครัด ไม่เคยถูกดำเนินการทางวินัย แต่งกายตามระเบียบและเหมาะสม
กับกาลเทศะ ไม่เคยออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาต ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความเต็มใจและเต็มความสามารถ มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยึดมั่นในพุทธศาสนาและปฏิบัติตน
เป็นพุทธสาสนิกชนที่ดี ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ส่งเสริมและเข้าร่วมประเพณีหรือวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สังคม ชุมชนจัดขึ้นทุกโอกาส
2. การรักษาและเสริมสร้างวินัยในตำแหน่งหน้าที่ราชการ การปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม
ข้าพเจ้าปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ปฏิบัติตน
อยู่ในกรอบของวินัย ปฏิบัติตนตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานทางการศึกษา และไม่เคยกระทำผิดทางวินัย
3. การตรงต่อเวลาและการอุทิศเวลาให้แก่ทางราชการและผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
ข้าพเจ้าวางแผนในการบริหารเวลาและใช้เวลาในการปฏิบัติหน้าที่อย่างคุ้มค่าโดยกำหนตารางเวลาในการทำงานในแต่ละวันเป็นผู้ที่ปฏิบัติตน
ตรงต่อเวลาในการนัดหมาย การปฏิบัติหน้าที่ การประชุม การส่งงาน/รายงานที่ได้รับมอบหมาย อุทิศเวลาของตนให้แก่นักเรียน โรงเรียนและราชการ
4. ความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ การรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
ข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสมอภาคและเที่ยงธรรม มีความวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ดูแลเอาใจใส่ รักษาประโยชน์ของทางราชการไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ และปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ
อย่างเคร่งครัด
5. การรักษาความสามัคคี มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมงาน องค์กร และชุมชน
ข้าพเจ้าประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ชุมชน สังคม มีความสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้เรียน และระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกัน ผู้ปกครองและผู้มีติดต่อราชการ ให้การต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรมแก่นักเรียนและผู้มาติดต่อราชการ
1. การเป็นสมาชิกที่ดี สนับสนุนหรือร่วมกิจกรรมของวิชาชีพ และทางวิชาการอย่างสร้างสรรค์
ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่น ชื่นชม ภูมิใจในความเป็นครูและองค์กรวิชาชีพ ว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อสังคมชื่นชมในเกียรติ และรางวัลที่ได้รับ และรักษาไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยกย่องชื่นชมเพื่อนครูที่ประสบผลสำเร็จเกี่ยวกับการสอน เผยแพร่ผลสำเร็จของตนเองและเพื่อนครู ทั้งยังเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพครูและสนับสนุนและเข้าร่วม ในกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ
2. การศึกษา ค้นคว้า ริเริ่ม สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ๆ มาใช้พัฒนางานในวิชาชีพ
ข้าพเจ้าได้นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนางานเช่น จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน จัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ , จัดทำ Web Blog ทดลองใช้นวัตกรรม / วิธีการใหม่ ๆ โดยมีการจัดทำเอกสารหรือคู่มือประกอบในการพัฒนางานจัดทำรายงานผลการพัฒนางานที่เป็นรูปธรรม ชัดเจนเผยแพร่นวัตกรรม / วิธีการใหม่ ๆ /คู่มือต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และหลากหลายรูปแบบ
3. การมีบทบาทเป็นผู้นำทางวิชาการในวงการวิชาชีพ
ข้าพเจ้าแสดงบทบาทการเป็นผู้นำ และผู้ตามในการทำงาน พร้อมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม เกือบทุกโอกาส จัดเก็บหลักฐาน / ร่องรอยการแสดง บทบาทการเป็นผู้นำ และผู้ตามไว้อย่างเป็นระบบทั้งในระบบ แฟ้มพัฒนางาน และทางเว็บไซต์
4. การรักษาชื่อเสียงปกป้องศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพและการยกย่องเชิดชูเกียรติ
ข้าพเจ้ามีความชื่นชม และศรัทธาในคุณค่าของตนเองและวิชาชีพยกย่องเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานในวิชาชีพให้สาธารณชนรับรู้ และชื่นชมร่วมกัน เลือกใช้หลักวิชาที่มั่นใจว่าถูกต้องสร้างสรรค์เทคนิควิชาการใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพให้เกิดผลดีแก่ศิษย์หรือผู้รับบริการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิก
ในองค์กร หรือวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยใช้องค์ความรู้ในการปฏิบัติงาน อุทิศตนเพื่อประโยชน์ของศิษย์ หรือผู้รับบริการและความก้าวหน้าของวิชาชีพ ประชาสัมพันธ์และเข้าร่วมกิจกรรมการของวิชาชีพ หรือองค์กรวิชาชีพอยู่เสมอ
ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่น ชื่นชม ภูมิใจในความเป็นครูและองค์กรวิชาชีพ ว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อสังคมชื่นชมในเกียรติ และรางวัลที่ได้รับ และรักษาไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยกย่องชื่นชมเพื่อนครูที่ประสบผลสำเร็จเกี่ยวกับการสอน เผยแพร่ผลสำเร็จของตนเองและเพื่อนครู ทั้งยังเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพครูและสนับสนุนและเข้าร่วม ในกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ
2. การศึกษา ค้นคว้า ริเริ่ม สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ๆ มาใช้พัฒนางานในวิชาชีพ
ข้าพเจ้าได้นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนางานเช่น จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน จัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ , จัดทำ Web Blog ทดลองใช้นวัตกรรม / วิธีการใหม่ ๆ โดยมีการจัดทำเอกสารหรือคู่มือประกอบในการพัฒนางานจัดทำรายงานผลการพัฒนางานที่เป็นรูปธรรม ชัดเจนเผยแพร่นวัตกรรม / วิธีการใหม่ ๆ /คู่มือต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และหลากหลายรูปแบบ
3. การมีบทบาทเป็นผู้นำทางวิชาการในวงการวิชาชีพ
ข้าพเจ้าแสดงบทบาทการเป็นผู้นำ และผู้ตามในการทำงาน พร้อมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสม เกือบทุกโอกาส จัดเก็บหลักฐาน / ร่องรอยการแสดง บทบาทการเป็นผู้นำ และผู้ตามไว้อย่างเป็นระบบทั้งในระบบ แฟ้มพัฒนางาน และทางเว็บไซต์
4. การรักษาชื่อเสียงปกป้องศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพและการยกย่องเชิดชูเกียรติ
ข้าพเจ้ามีความชื่นชม และศรัทธาในคุณค่าของตนเองและวิชาชีพยกย่องเชิดชูเกียรติผู้มีผลงานในวิชาชีพให้สาธารณชนรับรู้ และชื่นชมร่วมกัน เลือกใช้หลักวิชาที่มั่นใจว่าถูกต้องสร้างสรรค์เทคนิควิชาการใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพให้เกิดผลดีแก่ศิษย์หรือผู้รับบริการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิก
ในองค์กร หรือวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยใช้องค์ความรู้ในการปฏิบัติงาน อุทิศตนเพื่อประโยชน์ของศิษย์ หรือผู้รับบริการและความก้าวหน้าของวิชาชีพ ประชาสัมพันธ์และเข้าร่วมกิจกรรมการของวิชาชีพ หรือองค์กรวิชาชีพอยู่เสมอ
1. การเอาใจใส่ ถ่ายทอดความรู้ หรือส่งเสริมการแสวงหาความรู้โดยไม่บิดเบือน ปิดบังหวังสิ่งตอบแทน
ข้าพเจ้า อบรม สั่งสอน ฝึกฝน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างมุ่งมั่น และตั้งใจ สอนเต็มเวลาไม่เบียดบังเวลาของนักเรียน ไปหาผลประโยชน์ส่วนตน เอาใจใส่อบรมสั่งสอนจนเกิดทักษะในการปฏิบัติงาน อุทิศเวลาตามความจำเป็น และเหมาะสม ไม่ละทิ้งชั้นเรียนหรือขาดการสอน
2. การเอาใจใส่ช่วยเหลือผู้เรียน และผู้รับบริการเต็มความสามารถตามหลักวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ เท่าเทียมกัน
ข้าพเจ้าเลือกใช้วิธีการที่หลากหลายในการสอนให้เหมาะสมกับสภาพของผู้เรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ อบรมสั่งสอนนักเรียนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังมอบหมายงาน และตรวจผลงานด้วยความยุติธรรม
3. การศึกษา ค้นคว้า ริเริ่ม สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ นวัตกรรมในการพัฒนางานในหน้าที่
ข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยการเข้าประชุม อบรม สัมมนาทางวิชาการ การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และดาวน์โหลดเอกสารที่สำคัญ ไว้สำหรับศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่เพื่อประโยชน์สำหรับผู้สนใจทั่วไป ตลอดจนศึกษาดูงานด้วยวิธีการอื่นๆ จัดทำเอกสารสรุปความรู้ที่ได้รับเผยแพร่ทั่วไป ทั้งในรูปแบบเอกสารแผ่นพับ และผ่านทางเว็บไซต์
4. การประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพและแบบแผน พฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ
ข้าพเจ้าปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการ เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผู้เรียน มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียน ให้เต็มตาศักยภาพ พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเน้นผลถาวร ที่เกิดแก่ผู้เรียน รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์ แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์
5. การมีจิตอาสา จิตสาธารณะ และมุ่งประโยชน์ส่วนรวม
ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการที่จะสละเวลาช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันร่วมทุกร่วมสุขกับเพื่อนร่วมงานทุกคนด้วยความเอื้ออาทร มีนิสัยชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน และกระตือรือร้นอาสาช่วยเหลืองานโรงเรียน ชุมชนและสังคมด้วยความเต็มใจ มีแนวคิดเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
ข้าพเจ้า อบรม สั่งสอน ฝึกฝน และจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างมุ่งมั่น และตั้งใจ สอนเต็มเวลาไม่เบียดบังเวลาของนักเรียน ไปหาผลประโยชน์ส่วนตน เอาใจใส่อบรมสั่งสอนจนเกิดทักษะในการปฏิบัติงาน อุทิศเวลาตามความจำเป็น และเหมาะสม ไม่ละทิ้งชั้นเรียนหรือขาดการสอน
2. การเอาใจใส่ช่วยเหลือผู้เรียน และผู้รับบริการเต็มความสามารถตามหลักวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ เท่าเทียมกัน
ข้าพเจ้าเลือกใช้วิธีการที่หลากหลายในการสอนให้เหมาะสมกับสภาพของผู้เรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ อบรมสั่งสอนนักเรียนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชังมอบหมายงาน และตรวจผลงานด้วยความยุติธรรม
3. การศึกษา ค้นคว้า ริเริ่ม สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ นวัตกรรมในการพัฒนางานในหน้าที่
ข้าพเจ้าศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ด้วยการเข้าประชุม อบรม สัมมนาทางวิชาการ การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และดาวน์โหลดเอกสารที่สำคัญ ไว้สำหรับศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่เพื่อประโยชน์สำหรับผู้สนใจทั่วไป ตลอดจนศึกษาดูงานด้วยวิธีการอื่นๆ จัดทำเอกสารสรุปความรู้ที่ได้รับเผยแพร่ทั่วไป ทั้งในรูปแบบเอกสารแผ่นพับ และผ่านทางเว็บไซต์
4. การประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพและแบบแผน พฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ
ข้าพเจ้าปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการ เกี่ยวกับการพัฒนาวิชาชีพครูอยู่เสมอ ตัดสินใจปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดแก่ผู้เรียน มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียน ให้เต็มตาศักยภาพ พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ให้สามารถปฏิบัติได้เกิดผลจริง พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเน้นผลถาวร ที่เกิดแก่ผู้เรียน รายงานผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนได้อย่างมีระบบปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ร่วมมือกับผู้อื่นในสถานศึกษาอย่างสร้างสรรค์ แสวงหาและใช้ข้อมูลข่าวสารในการพัฒนา และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในทุกสถานการณ์
5. การมีจิตอาสา จิตสาธารณะ และมุ่งประโยชน์ส่วนรวม
ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นแน่วแน่ในการที่จะสละเวลาช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันร่วมทุกร่วมสุขกับเพื่อนร่วมงานทุกคนด้วยความเอื้ออาทร มีนิสัยชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน และกระตือรือร้นอาสาช่วยเหลืองานโรงเรียน ชุมชนและสังคมด้วยความเต็มใจ มีแนวคิดเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
1. ความอุตสาหะ ขยัน อดทน มุ่งมั่นและรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของงาน โดยยึดหลักประหยัด คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ
ข้าพเจ้ามีความวิริยะ อุตสาหะ ในงานหน้าที่ความรับผิดชอบ มีความอดทนไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคไม่เคยแสดงออกถึงความย่อท้อ เป็นผู้ใฝ่ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ มีความตั้งใจปฏิบัติงานให้ได้รับความสำเร็จสนใจ และเอาใจใส่งานที่รับผิดชอบ ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดหลักผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญคำนึงถึงการใช้วัสดุอุปกรณ์ และสาธารณูปโภคได้อย่างประหยัด และเหมาะสมจนได้รับการยกย่องในความสำเร็จของงานอยู่เป็นประจำ
2. การยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม มีความศรัทธาและปฏิบัติตนตามหลักศาสนา
ข้าพเจ้าประพฤติปฏิบัติตนในฐานะ พุทธศาสนิกชนที่ดี โดยละเว้นต่อการประพฤติชั่ว และไม่ลุ่มหลงอบายมุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม พร้อมทั้งเสียสละแรงกาย และสละกำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นที่ตกทุกข์ ซึ่งบ่งบอกถึงมีความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารีต่อบุคคลอื่นโดยทั่วไป มีความซื่อสัตย์ สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้กับผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน
3. การยึดมั่นในหลักนิติธรรมยืนหยัดการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม และชอบด้วยกฎหมาย
ข้าพเจ้าเป็นผู้รัก และปฏิบัติตามระเบียบ และกฎหมายที่กำหนดไว้โดยได้กำชับและมุ่งเน้นให้นักเรียนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้ประพฤติและปฏิบัติตน ให้เป็นตัวอย่างแก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ และยังได้นำแนวทางนโยบาย หรือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชา มาถ่ายทอดสู่การปฏิบัติอย่างทุ่มเทและจริงใจซึ่งเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงการเชื่อฟัง และให้ความเคารพต่อผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้ยังเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ตรงต่อเวลาทั้งในเรื่องงาน และวินัยส่วนตัว จะสังเกตได้จาก การนัดเวลาประชุม หรือการติดตามงาน เป็นต้น
4. การยึดมั่นในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่สนับสนุนการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมาหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และดำเนินการวางรากฐานให้เกิดระบอบประชาธิปไตยทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ วางตนเป็นกลางทางการเมือง ในการปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน โดยต้องไม่อาศัยอำนาจ และหน้าที่ราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองใด
5. การมีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดล้อม ข้าพเจ้ามีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทยและภูมิปัญญาไทย ในด้านการเรียน รู้และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องทั้งการพูด การอ่าน การเขียน และการดำเนินชีวิตตามวิถีไทยโดยร่วมกับคณะครูในโรงเรียนจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้ผู้เรียน รักษาความสามัคคีของหมู่คณะ มีการแสดงออกเกี่ยวกับมารยาทไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และนิยมใช้ของไทย เช่น การประกวดมารยาทไทย การศึกษาแหล่งเรียนรู้ การแต่งกายผ้าไทย
ข้าพเจ้ามีความวิริยะ อุตสาหะ ในงานหน้าที่ความรับผิดชอบ มีความอดทนไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคไม่เคยแสดงออกถึงความย่อท้อ เป็นผู้ใฝ่ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ มีความตั้งใจปฏิบัติงานให้ได้รับความสำเร็จสนใจ และเอาใจใส่งานที่รับผิดชอบ ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพโดยยึดหลักผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญคำนึงถึงการใช้วัสดุอุปกรณ์ และสาธารณูปโภคได้อย่างประหยัด และเหมาะสมจนได้รับการยกย่องในความสำเร็จของงานอยู่เป็นประจำ
2. การยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม มีความศรัทธาและปฏิบัติตนตามหลักศาสนา
ข้าพเจ้าประพฤติปฏิบัติตนในฐานะ พุทธศาสนิกชนที่ดี โดยละเว้นต่อการประพฤติชั่ว และไม่ลุ่มหลงอบายมุข เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม พร้อมทั้งเสียสละแรงกาย และสละกำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลือบุคคลอื่นที่ตกทุกข์ ซึ่งบ่งบอกถึงมีความเมตตา กรุณา โอบอ้อมอารีต่อบุคคลอื่นโดยทั่วไป มีความซื่อสัตย์ สุจริตต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งจะสังเกตเห็นได้จากการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้กับผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน
3. การยึดมั่นในหลักนิติธรรมยืนหยัดการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม และชอบด้วยกฎหมาย
ข้าพเจ้าเป็นผู้รัก และปฏิบัติตามระเบียบ และกฎหมายที่กำหนดไว้โดยได้กำชับและมุ่งเน้นให้นักเรียนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้ประพฤติและปฏิบัติตน ให้เป็นตัวอย่างแก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ และยังได้นำแนวทางนโยบาย หรือข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชา มาถ่ายทอดสู่การปฏิบัติอย่างทุ่มเทและจริงใจซึ่งเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงการเชื่อฟัง และให้ความเคารพต่อผู้บังคับบัญชา นอกจากนี้ยังเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ตรงต่อเวลาทั้งในเรื่องงาน และวินัยส่วนตัว จะสังเกตได้จาก การนัดเวลาประชุม หรือการติดตามงาน เป็นต้น
4. การยึดมั่นในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่สนับสนุนการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมาหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และดำเนินการวางรากฐานให้เกิดระบอบประชาธิปไตยทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ วางตนเป็นกลางทางการเมือง ในการปฏิบัติหน้าที่ และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน โดยต้องไม่อาศัยอำนาจ และหน้าที่ราชการของตนแสดงการฝักใฝ่ ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคลหรือพรรคการเมืองใด
5. การมีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดล้อม ข้าพเจ้ามีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทยและภูมิปัญญาไทย ในด้านการเรียน รู้และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องทั้งการพูด การอ่าน การเขียน และการดำเนินชีวิตตามวิถีไทยโดยร่วมกับคณะครูในโรงเรียนจัดกิจกรรม และส่งเสริมให้ผู้เรียน รักษาความสามัคคีของหมู่คณะ มีการแสดงออกเกี่ยวกับมารยาทไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น และนิยมใช้ของไทย เช่น การประกวดมารยาทไทย การศึกษาแหล่งเรียนรู้ การแต่งกายผ้าไทย
1. การดำรงชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ข้าพเจ้าเรียนรู้และปฏิบัติตามวิถีแนวทางอยู่อย่างเศรษฐกิจพอพียงใช้ทักษะในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม มีนิสัยขยันหมั่นเพียร รักการทำงาน ปฏิบัติหน้าที่อย่างเห็นคุณค่าในทรัพย์สินของทางราชการ ประหยัดและอดออมตามสมควรแก่ฐานะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย รู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัด เก็บหอมรอมริบจนสามารถมีบ้านของตนเอง เป็นหลักของครอบครัว ให้การศึกษาอุปการะแก่พี่น้อง และบุตรหลาน
2. การละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด
ข้าพเจ้าเป็นผู้ละเว้นอบายมุขทั้งปวง เพราะเชื่อว่าอบายมุขทำให้ชีวิตไม่เจริญ นำมาซึ่งความล้มเหลวทั้งชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงานได้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือสนับสนุนการรณรงค์ป้องกันปัญหายาเสพติดมาโดยตลอด และดูแลสอดส่องพฤติกรรมนักเรียน โดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มาอย่างต่อเนื่อง
3. การใช้หรือให้ข้อมูล ข่าวสารของส่วนบุคคลและของทางราชการให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง
ข้าพเจ้าได้ให้ความร่วมมือ และความช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน อำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการที่มาติดต่อประสานงานหรือขอความช่วยเหลือด้วยความเอื้อเฟื้อ เต็มใจ เอื้ออารี และตรงความต้องการ ไม่ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และได้พัฒนาระบบการให้บริการ โดยลดขั้นตอนการทำงาน ให้ความสะดวกในการให้บริการ
4. การดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี เหมาะสมกับสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่
ข้าพเจ้ายึดหลักการดำรงชีวิตแบบพอเพียงในการครองตน ตามความเหมาะสมทั้งฐานะทางสังคม ทางการเงินและในฐานะบุตรที่ดีของบิดามารดา ได้ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม โดยยึดมั่นในประเพณีและวัฒนธรรมไทยอย่างเคร่งครัด ไม่เคยกระทำความเสื่อมเสีย ต่อศีลธรรมอันดีของไทย เป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อครูและนักเรียน โดยเข้าร่วมกิจกรรม ในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันพ่อ เป็นต้น
5. การประหยัด มัธยัสถ์ อดออม
ข้าพเจ้ามีการวางแผนการใช้จ่ายเงินรายได้ของคอบครัวให้เพียงพอ ไม่ใช้จ่ายเกินเงินเดือนในแต่ละเดือน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เล่นการพนัน ไม่ทิ้งขว้างสิ่งของ ใช้สิ่งของอย่างรู้ค่า นำสิ่งของเหลือใช้มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่น ทั้งยังสนับสนุนส่งเสริมและให้คำแนะนำแก่เพื่อนร่วมงาน ในการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ข้าพเจ้าเรียนรู้และปฏิบัติตามวิถีแนวทางอยู่อย่างเศรษฐกิจพอพียงใช้ทักษะในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม มีนิสัยขยันหมั่นเพียร รักการทำงาน ปฏิบัติหน้าที่อย่างเห็นคุณค่าในทรัพย์สินของทางราชการ ประหยัดและอดออมตามสมควรแก่ฐานะ ใช้ชีวิตเรียบง่าย รู้จักใช้จ่ายอย่างประหยัด เก็บหอมรอมริบจนสามารถมีบ้านของตนเอง เป็นหลักของครอบครัว ให้การศึกษาอุปการะแก่พี่น้อง และบุตรหลาน
2. การละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด
ข้าพเจ้าเป็นผู้ละเว้นอบายมุขทั้งปวง เพราะเชื่อว่าอบายมุขทำให้ชีวิตไม่เจริญ นำมาซึ่งความล้มเหลวทั้งชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงานได้ อีกทั้งยังให้ความร่วมมือสนับสนุนการรณรงค์ป้องกันปัญหายาเสพติดมาโดยตลอด และดูแลสอดส่องพฤติกรรมนักเรียน โดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน มาอย่างต่อเนื่อง
3. การใช้หรือให้ข้อมูล ข่าวสารของส่วนบุคคลและของทางราชการให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง
ข้าพเจ้าได้ให้ความร่วมมือ และความช่วยเหลือผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน อำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการที่มาติดต่อประสานงานหรือขอความช่วยเหลือด้วยความเอื้อเฟื้อ เต็มใจ เอื้ออารี และตรงความต้องการ ไม่ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น และได้พัฒนาระบบการให้บริการ โดยลดขั้นตอนการทำงาน ให้ความสะดวกในการให้บริการ
4. การดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี เหมาะสมกับสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่
ข้าพเจ้ายึดหลักการดำรงชีวิตแบบพอเพียงในการครองตน ตามความเหมาะสมทั้งฐานะทางสังคม ทางการเงินและในฐานะบุตรที่ดีของบิดามารดา ได้ประพฤติและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม โดยยึดมั่นในประเพณีและวัฒนธรรมไทยอย่างเคร่งครัด ไม่เคยกระทำความเสื่อมเสีย ต่อศีลธรรมอันดีของไทย เป็นผู้รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีต่อครูและนักเรียน โดยเข้าร่วมกิจกรรม ในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันพ่อ เป็นต้น
5. การประหยัด มัธยัสถ์ อดออม
ข้าพเจ้ามีการวางแผนการใช้จ่ายเงินรายได้ของคอบครัวให้เพียงพอ ไม่ใช้จ่ายเกินเงินเดือนในแต่ละเดือน ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เล่นการพนัน ไม่ทิ้งขว้างสิ่งของ ใช้สิ่งของอย่างรู้ค่า นำสิ่งของเหลือใช้มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบอื่น ทั้งยังสนับสนุนส่งเสริมและให้คำแนะนำแก่เพื่อนร่วมงาน ในการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
พจนานกรมฉบ ุ ับราชบัณฑตยสถาน ิ (2547 : ออนไลน,อางถึงในวีระศักดิ์ไชยเสน ,2548 :
33) ไดแยกกลาวถึงความหมายระหวางคาวํ าระเบยบก ี บวั ินัยออกจากกันกลาวคือระเบียบ
หมายถึงถูกลําดับถูกที่เปนแถวเปนแนว มีลักษณะเรียบรอย สวนคําวาวนิัยหมายถึงระเบียบ
สาหร ํ ับกํากับความประพฤติใหเปนแบบแผนอันหนึ่งอนเดั ียวกนั
ระเบียบวินยัคือคุณสมบัติที่สําคัญในการดาเนํ ินชวีิต (พระบรมราโชวาทของ
พระบาทสมเดจพระเจ ็ าอย ูหวัรัชกาลที่ 9, 2547 : ออนไลน,อางถึงในวระศ ี ักดิ์ไชยเสน, 2548 : 33)
ระเบียบวินยั หมายถึงความสามารถของบุคคลในการควบคุมอารมณและพฤติกรรมของ
ตนเองใหเป นไปตามที่มุงหวังโดยเกิดจากการสํานึก ซงตึ่ องไม กระทาการใดๆ ํ อันเปนผลทําใหเกดิ
ความยุงยากแกตนเองในอนาคตหากแตตองเป นสิ่งที่กอใหเกดความเจร ิ ิญรุงเรืองแกตนเองและผูอนื่
โดยไมขัดตอระเบียบของสังคมและไมขัดตอสิทธิของผูอื่น (อําพร กาทอง, 2529 : 7)
ระเบียบวินยั หมายถึงความมีวินัยในตนเอง สามารถควบคุมตนเองใหปฏ ิบัติตนตาม
ระเบียบขอตกลงของสังคมสวนรวมดวยความสมัครใจของผูปฏิบัติเองเพื่อความสงบสุขในชีวิต
และความเปนระเบ ียบเรยบร ี อยของส ังคม (หัทยา สารสิทธิ์, 2541 : 9)
ระเบียบวินยั หมายถึงการเคารพในขอตกลงการเชื่อฟงและปฏ ิบัติตามระเบียบแบบแผน
ขององคการโดยตองมีขอตกลงที่ชัดเจนและมีความยุติธรรม มีการลงโทษอยางยตุ ิธรรมเสมอกัน12
ซึ่งปรากฏอยูในเว็บไซต http://www.ripb.ac.th/~intanin/eleam/EJUDKAN (2547 : ออนไลน,
อางถึงในลัดดา บุญทรง, 2548 : 35)
ระเบียบวินยั หมายถึงแบบแผนกฎเกณฑที่กําหนดไวเป นแนวปฏิบัติคนที่มีระเบียบวินัย
เปนคนที่สามารถควบคุมตนเองใหประพฤติปฏิบัติตนไดตามแบบแผนกฎเกณฑ และขอบังคับของ
สังคมนั้นไดโดยอาจจะใชกฎเกณฑ ขอบังคับเปนเครื่องกําหนดใหทําตาม ซึ่งเรียกวาระเบ ียบวินยั
ภายนอกหรืออาจจะปฏิบัติเพราะตระหนกถั งความถ ึ ูกตองเหมาะสมด งามด ี วยตัวของตัวเองแมบาง
อยางจะไมไดมีการกําหนดไวเปนกฎเกณฑขอบังคับก็ตาม ซึ่งเรียกวามีระเบียบวินยในตนเอง ั
(สุพัตรา เทียนอุดม, 2536 : 5)
ระเบียบวินยั หมายถึงการฝกฝนในล ักษณะนิสัยรวมทั้งจิตนิสัยใหมีทงความถ ั้ ูกตองและ
สมบูรณ (Fortosis, 2004 : Online,อางถึงในลัดดา บุญทรง, 2548 : 35)
นอกจากนี้ยังมีผูใหความหมายของคําวาระเบียบวินยั หากแตใชคําวาวินัยเพยงคี ําเดียวใน
การใหความหมายดังนี้
วินัยหมายถึงการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนขอบังคับธรรมเนียมประเพณีของสถาบัน
ตลอดจนคําสั่งของครูอาจารยและผูมีอํานาจที่เกี่ยวของ (มาลินีจุฑะรพ, 2539 : 281)
วินัยหมายถึงระเบียบกฎเกณฑขอบังคับสําหรับควบคุมความประพฤติทางกายของคน
ในสังคมใหเรยบร ี อยดีงาม เปนแบบอยางอันหนึ่งอันเดยวก ี ันจะไดอยูรวมกนดั วยความส ุขความ
สบายไมกระทบซึ่งกันและกันใหหางไกลจากความชวทั่ ั้งหลายการอยูรวมกนเป ั นหมูเหลาถาขาด
ระเบียบวินยัตางคนต างทําตามอําเภอใจความขัดแยงก็เกิดมีขึ้นไดความสงบสุขการงานที่ทําก็จะ
เสียผลซึ่งปรากฏอยูในเว็บไซต http://www1.freehostingguru.com (2547: ออนไลน, อางถึงใน
ลัดดา บุญทรง, 2548 : 36)
วินัยหมายถึงการอยในระเบ ู ียบแบบแผนขอปฏิบัติซึ่งวินัยนั้นใชเฉพาะกับคนเทานั้น
วินัยจึงเปนแบบของคน ถาทุกคนปรับตัวอยูในวินยแล ั วถือวาเปนคนดทีั้งสิ้นซึ่งปรากฏอยูใน
เว็บไซต http://montri95.tripod.com/hbdisp/hbdisp1.htm. (2547 : ออนไลน)
วินัยหมายถึงการควบคุมตนเองโดยมุงทการพ ี่ ัฒนาตนเองเพื่อปรับตัวใหสอดคลองกับ
ความจําเปนและความตองการ ซึ่งตองอาศัยการวางเงื่อนไขเพื่อทําใหพฤต ิกรรมนั้นมีความเปน
ระเบียบภายใตกระบวนการทางนิติธรรม ซึ่งปรากฏอยูในเว็บไซต
http://montri95.tripod.com/Displess/Vnpe.htm. (2547 : ออนไลน,อางถึงในสุจิตตรา แกวตะรัตน,
2548 : 45)
วินัยหมายถึงระเบียบหรือขอปฏิบัติตาง ๆที่เกิดขึ้นจากความสมัครใจของผูปฏิบัติ (หวน
พินธพัน, 2528 : 95, อางถึงในหัทยา สารสิทธิ์, 2541 : 25) 13
วินัยหมายถึงระเบียบแบบแผนกฎเกณฑขอบังคับที่กําหนดขึ้นในสังคมหนึ่ง ๆ อันเปนที่
ยอมรับของสมาชิกในสังคม เพื่อใชเปนหลักหรือแนวทางในการปฏบิัติของบุคคลในสังคมใหเกดิ
ความสงบสุข (หัทยา สารสทธิ ิ์, 2541 : 25)
วินัยหมายถึงการรูจักปองกนตนเอง ั การกระทําตามขอบังคับตาง ๆ อันเกิดจากความสมัคร
ใจของผูปฏิบัติที่ไดมองเหนค็ ุณคาของการปฏิบตัิตามกฎ ขอบังคับวาเปนส ิ่งที่ดํารงไวซึ่งความสงบ
เรียบรอยนํามาซึ่งความสุขและความเสมอภาคแกสมาชิกทุกคน (พนัส หันนาคินทร, 2524 : 248,
อางถึงในหัทยา สารสิทธิ์, 2541 : 25)
วินัยหมายถึงระเบียบขอบังคับตางๆที่สถานศึกษากําหนดขึ้นเพื่อใหน ักเรียนนักศกษา ึ
ปฏิบัติตาม แมระเบียบบางประการจะมไดิ กําหนดไวอยางเปนลายลักษณอักษรหากแตเปนความ
คาดหวังของครูที่จะทําใหนกเรั ียนนักศึกษาวางตวหร ั ือประพฤติตนทงในสถานศ ั้ ึกษาหรือนอก
สถานศึกษา ซึ่งถานักเรียนนกศั ึกษาประพฤติตนผิดไปจากระเบยบและความคาดหว ี งของคร ั ูก็ถือ
วาทําผิดวนิัยและครูอาจจะใชวิธีลงโทษที่แตกตางกนตามความเหมาะสมก ั ับความผิดนั้น
(ภิญโญ สาธร, 2523 : 402)
วินัยหมายถึง มาตรการที่สรางขึ้นเพื่อใหสมาชิกในสังคมตองปฏิบัติตามขอบังคบและ ั
สังคมไดกําหนดไวมาตรการเชนนี้อาจจะเปนทั้งการสงเสริมใหกระทําความดีหรอให ื ปฏิบัติตาม
ขอบังคับหรือเปนการลงโทษเพื่อใหหกหั ามการกระท ําที่ฝาฝนระเบียบขอบังคับหรือการกระทําไม
ดีก็ได (พนัส หันนาคินทร, 2529 : 292, อางถึงในสุนันทพรมดี,2540 : 43)
วินัยหมายถึงการเชื่อฟงครูบาอาจารยตลอดจนประกาศและคําสั่งของโรงเรียนการกระทํา
ตามระเบียบวนิัยที่กําหนดไวปฏิบัติตามสิ่งที่สมควรจะกระทําถึงแมวาจะไมก ําหนดไวเปนระเบียบ
หรือกฎเกณฑก็ตาม เชนไมม ีกฎหามใสหมวกในหองเรยนี แตผูมวีินยยั อมไมกระทําเชนนั้น
(ปน มาลากุล,2506 : 60,อางถึงในชูชีพออนโคกส ูง, 2522 :130)
จากความหมายซึ่งมีผูกลาวไวขางตนพอจะกลาวสรุปไดวาระเบยบว ี นิยั หมายถึงความ
สามารถของบุคคลในการควบคุมอารมณและพฤติกรรมของตนเองใหอย ูในแบบแผนตามที่มุงหวงั
เพื่อใหสามารถอยูรวมกันไดดวยความสงบสุขอันเปนคุณสมบัติที่สําคัญในการดําเนนชิ ีวิต
2. ประเภทของระเบียบวินัย
หนวยศึกษานิเทศกกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ (2529 : 2-63) ไดจดจั ําแนก
ระเบียบวินยออกเป ั น 3 ประเภทดังปรากฏในเอกสารคําสอนชุดการปลูกฝงและเสริมสรางคานิยม
พื้นฐานการมีระเบียบวินยและเคารพกฎหมาย ั ขอบังคับระเบียบแบบแผน และขนบธรรมเนียม
ประเพณีอนดั งาม ี ดังนี้14
1. การมีระเบยบว ี ินยในการศ ั ึกษาเลาเรียนหมายถึงการที่นักเรียนสามารถควบคุมตนเอง
ใหประพฤติปฏิบัติอยางมีระเบียบแบบแผน มีเหตุผลและเปาหมายในการเพิ่มพูนความรูเพื่อ
พัฒนาตนเองโดยการจดตารางเวลาไว ั สําหรับศึกษาเลาเรียนและการควบคุมตนเองใหปฏิบัติตาม
ตารางดังกลาวไดมีความตั้งใจเลาเรียนอยางสม่ําเสมอในทุกๆ วิชา มีการเตรียมตัวอานบทเรียนมา
กอนที่จะถึงเวลาเรียนและทบทวนบทเรยนท ี ุกครั้งภายหลังจากการเรยนี เขาเรยนตรงเวลา ี ไมลอก
คําตอบจากเพอนื่ อีกทั้งตองไมเปดโอกาสหรือยินยอมใหเพื่อนลอกคําตอบในเวลาสอบ มีการเตรียม
อุปกรณการเรยนอย ี างครบถวนและพร อมสําหรับการใชอย ูตลอดเวลา
2. การมีระเบยบว ี ินยในท ั ี่อยูอาศัยหมายถงึการที่นักเรยนสามารถควบค ี ุมตนเองโดยการ
ประพฤติปฏิบัติอยางสม่ําเสมอในการรักษาความสะอาดความเปนระเบียบของบานเรือนที่อยูอาศัย
มีการจัดตกแตงท ี่อยูอาศัยใหน าอยูไมรับประทานอาหารในหองนอนจดแบ ั งเนื้อทภายในบ ่ี านให
เปนสัดสวนเหมาะสมตอการทํากิจกรรมตางๆ อีกทั้งตองไมคุยหวเราะ ั จัดงานสังสรรคตลอดทั้ง
การเปดโทรทัศนเสียงดังรบกวนผูอื่น
3. การมีระเบยบว ี ินยในส ั ังคมหมายถึงการที่นักเรียนสามารถประพฤติปฏิบัติอยางมี
ระเบียบแบบแผนยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีทดี่ ีงาม เคารพปฏิบัติตามกฎหมายหรือขอ
บังคับของสังคม รูจักใชสิทธิและหนาที่ละเวนการใช อภิสิทธ์โดยร ิ ับบริการและใหบร ิการที่เปนไป
ตามลําดับกอนหลังอีกทั้งมมารยาทในการใช ี ถนนการขับขี่ยานพาหนะโดยการปฏิบัติตาม
กฎจราจรและมีการแจงตอเจาหน าที่เมื่อรูเห็นการกระทําผิดระเบียบวินยและกฎหมาย ั
สุชาและสุรางคจันทเอม (2518 : 154) ไดจําแนกระเบยบว ี ินัยออกเปน 2 ประเภทนั่นคือ
ระเบียบวินยในตนเอง ั หมายถึงกระบวนการหรือวิธีการเพื่อใชในการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง
โดยตนเองเปนผ แนะน ู ําตนเองใหปฏิบัติตามแนวทางที่คดแล ิ ววาเปนทางเลือกที่ดีและระเบยบว ี นิัย
ในหมูคณะหมายถึงการใชระเบ ียบขอบังคับเปนเครื่องมือในการรักษาความเปนระเบียบเรียบรอย
โดยมุงถึงความสําเร็จอันดีในการปฏิบัติงานใดๆ
ชาญชัย อินทรประวัติ ,พนัส หันนาคินทรและมาลินีจุฑะรพ (2521, 2524 ,2539) ได
กลาวถึงประเภทของระเบยบว ี ินัยไววาประเภทของระเบียบวินยนั กเรั ยนน ี นั้ มีดวยก นั 3 ประเภท
ใหญๆ ดังนี้
1. ประเภทเฉยบขาด ี ซึ่งมีลักษณะคลายระเบียบวินยของทหาร ั ขอหามหรือขอบังคับตางๆ
กําหนดขึ้นจากครูอาจารยโดยเชื่อวาเปนความประพฤตมาตรฐานท ิ ี่นกเรั ียนตองประพฤติปฏิบัติตาม
จะไดนิสัยดและประพฤต ี ิดตีิดตัวไปในภายหนานักเรยนจะเห ี ็นดวยหรือไมมิใชสิ่งสําคัญหากฝาฝน
จะมีโทษ โดยโรงเรียนจะวางระเบียบกฎเกณฑไวอยางเครงครัดบังคับใหนกเรั ียนอยในกรอบท ู ี่
โรงเรียนหรือครูกําหนด15
2. ประเภททสอดคล ี่ องกับความรูสึกของนักเรียนระเบยบว ี ินยประเภทน ั ี้กําหนดขนตาม ึ้
ความรูสึกและความสนใจของนักเรียนโดยครูอาจารยมีความเชื่อวาถานักเรียนมีการประพฤติไป
ตามความรูสึกและสนใจของตนเองแลวปญหาจะไมเกดิ นนคั่ ือจะไดรับความรวมมือในการปฏิบัติ
จากนักเรียนอยางสูง ซึ่งการคนหาความรสูึกและความสนใจของนักเรียนมาประกอบการกําหนด
ระเบียบวินยนั กเรั ียนจึงเปนเรื่องที่สําคัญแมจะไมน ําเอาความรูสกทึ ั้งหมดของนักเรียนมากําหนดก็
ตาม การที่ครูอาจารยมีการเปดโอกาสใหน ักเรียนไดรวมในการก ําหนดระเบียบวินยนั ักเรียนซึ่งตัว
ของนักเรียนเองตองปฏิบัติตาม เชื่อวาจะสามารถแกปญหาบางประการได
3. ประเภททสอดคล ี่ องกับความตองการของนักเรียนระเบียบวินยประเภทน ั ี้เกดจากความ ิ
รับผิดชอบของนักเรียนและดวยเกยรตี ิของนักเรียนเองซึ่งครูอาจารยมีความเชื่อวาระเบียบวินยจะม ั ี
คุณคาถานักเรยนได ี กําหนดความประพฤติที่ตนเองเชื่อวาเมื่อกระทําแลวจะชวยใหตนเองเป นคนดี
มีความรูสึกเปนเก ียรตและร ิ บผั ิดชอบในการประพฤติปฏิบัติของตนเองสูงวิธีนี้เปนวิธีการรักษา
วินัยทดี่ ีที่สุดกลาวคือโรงเรียนดําเนินการปกครองโดยใหนักเรยนฝ ี กฝนตนเองใหใชความค ิด
รวมกันแบงหนาที่ความรับผิดชอบของแตละคน
สวนกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 100) ไดกลาวถึงประเภทของระเบยบว ี ินัย
ไวในเอกสารเสริมความรูสาหร ํ ับครูกลุมสรางเสริมลักษณะนิสยจร ั ิยศกษา ึ ดังนี้
1. ระเบียบวินยภายนอก ั ไดแก
1.1 การรักษาระเบียบวินยในการบร ั ิโภคเชนการรับประทานอาหารใหถูกหลักอนามัย
และสุขวิทยารับประทานอาหารเปนเวลา มีมารยาทเรียบรอยในการรบประทานอาหาร ั
1.2 การรักษาระเบียบวินยในการอ ั ุปโภคเชนการรักษารางกายเสื้อผาที่อยูอาศัยและ
เครื่องใชใหสะอาดเปนระเบียบเรียบรอย
1.3 การรักษาระเบียบวินยตั อสถานท ี่เชนการรักษาความสะอาดและความเปนระเบียบ
เรียบรอยทั้งในสํานักงานวดวาอาราม ั สถานที่ราชการและสาธารณะสถานตางๆ โดยการประพฤติ
ปฏิบัติตามกฎและขอบังคับของสถานที่นั้นๆ
1.4 การรักษาระเบียบวินยในการปกครอง ั เชนการสรางวินัยเพื่อถือเปนหล ักปฏิบัติ
เอาใจใสกวดขนั โดยปรับปรงระเบ ุ ียบตางๆ ใหมีมาตรฐานและถือปฏิบัติใหเปนแบบอย าง
2. ระเบียบวินยภายใน ั ไดแก
2.1 ระเบียบทวงท ีเชนการจัดทาทางทวงทีใหมีความเหมาะสมทั้งแกฐานะและภ ูมิรู
ของตนเองไมด ูหมิ่นผูอื่นและไมทะนงตน
2.2 ระเบียบกริิยาเชนการควบคุมอาการของรางกายที่เคลื่อนไหวใหปรากฏแกคน16
ทั่วไปโดยควบคุมและปรับปรุงกิริยาใหงดงาม มีความเปนระเบียบมกีิริยาดีสุภาพออนโยนมีการ
ประพฤติปฏิบัติไดถูกตองตามกาลเทศะ
2.3 ระเบียบวาจาเชนการพดสมานไมตร ู ีพูดไพเราะพดดู ีมีประโยชนไมพูดคําซึ่ง
เปนเท็จ สอเสยดี คําหยาบและไมพูดจาเพอเจ อ
2.4 ระเบียบใจเชนการรูจกทั ี่จะควบคุมอารมณและจตใจให ิ อยูในกรอบที่ดีงาม
Lane (ชูชีพออนโคกสูง,2522 : 132) กลาวถึงวินยในช ั นเร ั้ ียนวามี 5 ลักษณะคือ
1. อัตตาธิปไตยเปนลักษณะทครี ูเปนผูออกคําสั่งคอยบังคับดูแลใหเด ็กปฏิบัติไปตามที่ครู
เห็นวาดี
2. การมอบหมายอํานาจการควบคุมดูแลใหการปฏ ิบัติเปนไปตามวินยอย ั ทู ี่นักเรียนกลุม
หนึ่งซึ่งไดรับการมอบหมายจากครู
3. ความรวมมือเปนการรวมมอระหว ื างโรงเรียนกับนกเรั ียนเพื่อใหการปฏิบัติตามวินยั
เปนไปดวยความเร ียบรอย
4. ความมีอิสระในการควบคุมตนเองการปฏิบัติตามระเบียบวินัยของเด็กเปนไปโดย
อัตโนมัติใสลักษณะของการมีวินัยในตนเอง
5. ประชาธิปไตย ซึ่งมีหลัก 4 ประการคือ
1. มีความเคารพซึ่งกันและกันเคารพและรับฟงความคิดเหนของผ ็ ูอื่น
2. มีการแบงสรรรวมงานและประสานงานกนั
3. เชื่อในวธิการแห ี งปญญาใชปญญาในการตัดสินสิ่งตาง ๆ
4. มีความคิดและใชปญญาอยางอิสระไมอยูภายใตอํานาจหรออื ิทธิพลของสิ่งใด
จากการกลาวถึงประเภทของระเบียบวินยขั างตนพอประมวลไดวาระเบียบวนิัยนั้นจะ
สามารถจัดจําแนกออกเปน 2 ประเภทใหญๆ ดวยกนั ประกอบดวย ระเบียบวินยทั เกี่ ิดขึ้นภายใน
ซึ่งเปนกระบวนการหรือวิธีการที่ใชในการควบคุมพฤติกรรมของตนเองโดยการประพฤติปฏิบตัิ
อยางมีระเบยบแบบแผน ี มีเหตุผลและเปาหมายในการเพิ่มพูนความรูเพื่อพัฒนาตนเอง ซึ่งเมื่อ
เกิดขึ้นแลวกไม็ จําเปนตองอาศัยอิทธิพลจากปจจยภายนอกอ ั ีกเชนการจัดตารางเวลาไวสําหรับ
ศึกษาเลาเรียนและการควบคมตนเองให ุ ปฏบิัติตามตารางดังกลาว มีความตั้งใจเลาเรียนอยาง
สม่ําเสมอในทุกๆ วิชา มีการเตรียมตัวอานบทเรียนมากอนที่จะถึงเวลาเรียนและทบทวนบทเรยนี
ทุกครั้งภายหลังจากการเรยนี หรือการประพฤติปฏิบัติอยางสม่ําเสมอในการรักษาความสะอาด
ความเปนระเบียบของบานเรือนที่อยูอาศัยหรือสามารถประพฤติปฏิบัติอยางมีระเบยบแบบแผน ี
ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม เคารพปฏิบัติตามกฎหมายหรือขอบังคับของสังคม รูจักใช17
สิทธิและหนาที่ซึ่งตองเกิดขึ้นโดยไมมีสภาพของการบงคั ับเพื่อใหจํายอมในการประพฤติหรือการ
ปฏิบัตินั้นจึงจะถือวาเปนระเบียบวินยทั ี่เกิดขึ้นภายใน
สวนระเบยบว ี นิัยประเภททสอง ี่ คือระเบียบวินยทั ี่เกิดขนจากการได ึ้ รบอั ิทธิพลจากปจจัย
ภายนอกหรือปจจัยภายนอกมีสวนทําใหเกดการประพฤต ิ ปฏิ ิบัติขึ้นอาจโดยหมูคณะ ชมชน ุ หรือ
กระท่งสั ังคม เชนการอดทนตั้งใจฟงครูสอนโดยไมก อกวนหองเรียนเพราะกลัวถูกตาหน ํ ิจากครู
การเขาแถวซื้ออาหารอยางเปนระเบ ียบเรียบรอยเพราะกลัวการลงโทษ การสงการบานตรงตามเวลา
เพราะกลวโดนลดคะแนน ั เปนตนซึ่งระเบียบวินยประเภทน ั ี้ถือไดวาเปนระเบียบวินยซั ึ่งไม
สามารถเกิดขึ้นอยางถาวรไดหากสภาพของการบังคับหรืออิทธิพลจากปจจยภายนอกลดน ั อยลง
โอกาสที่พฤติกรรมของความไมมีระเบียบวินัยจะเกิดขนยึ้ อมมีความเปนไปได (ลัดดา บุญทรง,
2548 : 38 ; วีรศักดิ์ไชยเสน,2548 : 36 ; สุจิตตรา แกวตะร ัตน,2548 : 48)
3. หลักการสําคัญของระเบียบวินัยที่มีประสิทธิภาพ
Charles (2543 : 193-194) ไดกลาวถึงหลกการส ั ําคัญของระเบียบวินยทั ี่มีประสิทธิภาพของ
Curwin and Mendler ดังนี้
1. การดูแลจดการก ั ับพฤตกรรมของน ิ ักเรียนเปนสวนท ี่มีความสําคัญสวนหนึ่งของการ
สอนซึ่งครูไมตองการจัดการกับพฤติกรรมที่เปนปญหาแตในฐานะทที่ ํางานในวิชาชีพชั้นสูงก็ตอง
สามารถที่จะชวยผูมาขอรับบริการโดยหนาที่นั่นคือนักเรียนดังนนคร ั้ ูควรจะมองวาเมื่อพฤติกรรม
ที่ไมพึงประสงคของนักเรียนเกิดขึ้นใหถอวื าเปนโอกาสทางวิชาชีพที่จะสอนหรือปรับปรุง
พฤติกรรมนั้นๆ ใหดีขึ้นใหน ักเรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้นซึ่งครูควรทุมเทในการสอน
พฤติกรรมที่ดีใหมากเทาก ับสอนเนื้อหาวิชา
2. การแกปญหาเฉพาะหนามักจะกลายเปนความเส ียหายในระยะยาวเทคนิคทางดาน
ระเบียบวินยทั ครี่ ูสวนมากใชเปนการแกปญหาเฉพาะหน าเพื่อยับยั้งพฤติกรรมที่ไมพึงประสงคให
หยุดเพื่อที่จะทําการสอนตอไปไดแตอยางไรก ตามเทคน ็ ิคเหลานั้นเชน การจดชื่อลงกระดานการดุ
ดาวากลาวการพูดจาถากถางหรือแมกระทั่งการกักตวั มักจะสรางความเสียหายในระยะยาวได
เพราะวาเปนการทําลายความรูสึกเกี่ยวกับตนเองของนักเรียนสงผลใหน ักเรียนลดความอยากที่จะ
เรียนลงและเพมความด ิ่ ื้อดึงใหมีมากขึ้น
3. ใหปฏิบัติตอน ักเรียนดวยการให เกียรตและศ ิ ักดิ์ศรีซึ่งเกียรติศักดิ์ศรีเปนความตองการ
ขั้นพื้นฐานของชีวิตที่สมบูรณโดยท่ความส ี ําคัญของศักดิ์ศรีนั้นจะมองขามไปไมไดการปฏิบัติตอ
นักเรียนดวยเก ยรตี ิและศกดั ิ์ศรีถือเปนการเคารพในความเปนปจเจกบุคคลคํานึงถึงความตองการ
และเขาใจในความคิดของเขาระเบียบวินยทั ี่มีประสิทธิภาพจึงตองไมทาลายเก ํ ียรตและศ ิ ักดิ์ศรีแต18
ตองสรางความหวังใหเขาโดยที่ครูตองตั้งคําถามเพื่อถามตนเองในการดําเนินการกบนั ักเรียนที่มี
พฤติกรรมไมเหมาะสมวา “สิ่งที่ฉันทําไปนี้กระทบกระเทือนตอเกียรตและศ ิ ักดิ์ศรีของฉันอยางไร
ถาฉันเปนนักเรียนแลวครูทํากับฉันอยางน” ี้
4. ระเบียบวินยทั ี่ดีตองไมขดขวางแรงจ ั ูงใจของนักเรียนเทคนิคในการพัฒนาหรือ
แกปญหาพฤตกรรมใดๆ ิ จะทําใหนกเรั ียนพายแพตัวเองถาเปนการบั่นทอนแรงจูงใจของนักเรียนใน
การเรียนนกเรั ียนที่มีแรงจูงใจในการเรียนจะกอปญหาทางดานพฤติกรรมคอนขางนอยแตนกเรั ียน
ที่มีพฤติกรรมที่ไมเหมาะสมโดยทั่วไปมักจะขาดแรงจูงใจ ซึ่งตองการเหตุผลและกําลังใจในการ
เรียนอยางยิ่งโดยแนะนําวาเมื่อครูจะดําเนนการก ิ ับนกเรั ยนท ี ี่มีปญหาทางดานพฤตกรรมก ิ ็ใหตั้ง
คําถามวา “วิธีการที่จะใชนี้ชวยให นกเรั ียนเกิดแรงจูงใจอะไรบาง”
5. ความรับผิดชอบสําคัญกวาการเชื่อฟงซ่งคร ึ ูจะตองแยกแยะความแตกตางระหวางความ
รับผิดชอบกับการเชื่อฟงใหได เนื่องเพราะการเชื่อฟงหมายถึงการทําตามคําสั่งคําแนะนําหรือทํา
ตามที่บอก สวนความรับผิดชอบหมายถึงการตัดสินใจในสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งการเชื่อฟงมีความจําเปน
ในเรื่องสุขภาพความปลอดภัยแตเมื่อประยุกตใชกับพฤติกรรมที่ไมพงประสงค ึ ซึ่งสวนมากจะเปน
การแกปญหาเฉพาะหนาซึ่งนักเรียนมักจะตอตานดังนั้นความรับผิดชอบจะเจริญงอกงามอยางชาๆ
ไดเมื่อนกเรั ียนมีโอกาสที่จะพิจารณาขอเท็จจริงประกอบในการตัดสนใจ ิ ครูจึงควรใหโอกาสกับ
นักเรียนในลักษณะนี้อยางนี้เปนประจํา
จากหลักการสําคัญของระเบียบวินยทั ี่มีประสิทธิภาพของ Curwin and Mendler สามารถ
สรุปไดวาการจัดการกับพฤติกรรมของนักเรียนนั้นเปนส วนที่มีความสําคัญสวนหนงของการสอน ึ่
การแกปญหาพฤติกรรมของนักเรียนจะตองค ํานึงถึงผลที่จะเกดขิ ึ้นในระยะยาวตองปฏิบัติตอ
นักเรยนด ี วยการให เกยรตี ิและศักดิ์ศรีการมีระเบียบวินยทั ี่ดีตองไมขัดขวางแรงจูงใจของนักเรียน
และตองสรางความรับผิดชอบใหเกดขิ ึ้นแกนักเรยนให ี ได
4. ลักษณะของผูมีระเบียบวนิัยในตนเอง
สุโท เจริญสุข (2516 : 288) ไดกลาวสรุปถึงลักษณะเดนของผ ูที่มีระเบียบวินยในตนเอง ั ไว
ดังนี้
1. เปนผูที่มีความสามารถนึกคิดดีกระทําออกมาดีประณีตเรียบรอย
2. ไมเปนคนที่เห็นแกตวแก ั ไดรูจกสั ิทธิและหนาท ี่ของตนเอง
3. มีความจริงใจ ซื่อสัตยตรงไปตรงมาในการพูดและการกระทํา
4. มีความรักและเมตตาสงสารตอเพื่อนมนษยุ และสัตวดวยก ัน
5. มีความรับผดชอบส ิ ูงไมปลอยปละละเลยในกจการงานของตนและของส ิ วนรวม19
6. มีความเคารพและเชื่อฟงในเหตุผลไมเอารัดเอาเปรียบผูอื่น
สุภาพร จันทรศิริโยธิน (2526 : 6) และวิไลพร จันทรศิริ (2530 : 12-13) ไดกลาวสรุปถึง
ลักษณะของผูที่มีระเบียบวินยในตนเอง ั คือเปนผูที่มีความซื่อสัตยสุจริต มีความรับผิดชอบเคารพ
ในสิทธิของผูอื่นมีระเบียบและปฏิบัติตามกฎเกณฑของสังคม มีลักษณะมุงอนาคต มีความเปนผูนาํ
มีความตรงตอเวลารจูักกาลเทศะ มีความเชอมื่ ั่นในตนเองเชื่ออํานาจภายในตนเอง มีความอดทน
ขยันหมนเพั่ ยรี รูจักเสียสละและมีความเหนอกเห ็ นใจผ ็ ูอนื่ และยอมรับการกระทําของตน
โสภา แกนเพชร็ (2530 : 10-11) ไดกลาวสรุปถึงลักษณะของผูที่มีระเบียบวินยในตนเองค ั ือ
เปนผูที่มีความเชื่ออํานาจภายในตนเอง มีความเปนผูนําและผูตามที่ดีมีความรับผิดชอบตรงตอเวลา
เคารพตอระเบยบกฎเกณฑ ี ทงตั้ อหนาและลับหลังผูอื่นมีความซ่อสื ัตยสุจริตรูหนาที่และกระทําตาม
หนาที่เปนอยางดีรูจักเสียสละ มีความอดทน มีความตั้งใจเพียรพยายาม และยอมรับผลการกระทํา
ของตน
พรรณทิพยพนทอง ื้ (2534 : 7) ไดกลาวสรุปถึงลักษณะของผูที่มีระเบียบวินัยในตนเองคือ
เปนผูที่มีความเคารพในสิทธิของผูอื่นมีระเบียบและปฏิบตัิตามกฎเกณฑของสังคม มีความตรงตอ
เวลาและยอมรับการกระทําของตน
ศศิธร ดีเหมาะ (2539 : 7-8) ไดกลาวสรุปถึงลกษณะของผ ั ูที่มีระเบียบวินัยในตนเองคือ
เปนผูที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความเปนผูนําและผูตามที่ดีมีความรับผิดชอบมีความตรงตอเวลา
เคารพตอกฎระเบียบของสังคมทั้งตอหนาและลับหลัง มความซ ี ื่อสัตยสุจริต มีความเสียสละ มีความ
อดทนขยันหมั่นเพียรและยอมรับผลการกระทําของตน
สุพัตราเทียนอุดม (2536 : 44-46) ไดกลาวถึงลักษณะของผูที่มีระเบียบวินัยในตนเอง
จําแนกออกไดเป น 4 พฤติกรรมหลกและพฤต ั ิกรรมยอยดังนี้
1. การตั้งใจทํางานประกอบดวย การทํางานทไดี่ รับมอบหมายทันทีโดยไมผล ัดวัน
ประกันพรุงพยายามทํางานจนเสร็จโดยไมเล นไมคุยอดทนทํางานจนเสร็จโดยไมเลิกทํากลางคัน
ทํางานตามหนาท ี่ของตนที่ตองรับผิดชอบโดยไมตองเตอนื จดจํางานที่ตนตองทําไดอยางแมนย ํา
และติดตามสอบถามถึงงานที่ตนเองไดรับมอบหมายในวันที่ขาดเรยนี เตรียมอุปกรณในการท ํางาน
ใหพรอม ตรวจทานการบานหรืองานท่ทีําเสร็จแลวหาขอบกพร องและเขียนหนังสือหรือจดงาน
หรือทําแบบฝกหัดอยางเปนระเบียบเรยบร ี อย
2. การเคารพสิทธิของตนเองและผูอื่นประกอบดวย การเขาแถวตามลําดับกอนหลังในการ
ทํากิจกรรมตางๆ ไมแยงที่นงหร ั่ ือสิ่งของของผูอื่นโดยเมอตื่ องการยืมสิ่งของของผูอื่นจะตองขอ
อนุญาตกอนและไมพดสอดแทรกข ู ึ้นกลางคันขณะที่ผอูื่นกําลังพูดอยู20
3. การตรงตอเวลาประกอบดวยการทํากิจวัตรประจําวันสวนตัวเปนเวลา มาโรงเรียนและ
กลับบานตรงเวลาเขาแถวทากํ ิจกรรมหนาเสาธงและหนาห องเรียนตรงเวลาและสงงานหรือ
การบานตรงเวลา
4. การปฏิบัติตนตามระเบยบของส ี ังคมประกอบดวย การแตงตัวถูกระเบียบขอบังคบของ ั
โรงเรียนมาโรงเรียนทุกวันทํางานหรือทํากิจกรรมตรงกบวั ิชาที่ครูกําลังสอนไมนําของกินเขามา
รับประทานในหองเรียนหองสม ุดหองประชุมหรือหองนอนทิ้งขยะลงในที่เก็บขยะไมขีดเขยนี
บนฝาผนังอาคารเรียนหองเรยนี โตะนักเรยนี จัดเก็บสิ่งของหรืออุปกรณใหเป นทหลี่ ังจากใชงาน
เสร็จรักษาความสะอาดของสมุดหนังสือโดยไมฉีกหรอขื ีดเขียนเลนไมวาจะเลนเกมใดๆ จะเลน
ตามกฏิกาไมลองหร ือเสพสิ่งเสพติดเชนทินเนอรบุหรี่ไมขโมยเงินสิ่งของของผูอ่ืนไมเลนการ
พนันเชน ไพปนแปะ ปฏิบตัิตามกฎจราจรรับประทานอาหารที่มีคุณคารักษารางกายและเสื้อผา
ใหสะอาดเรียบรอยอยูเสมอและพูดจาสุภาพเรียบรอย
วิวาหวนั มูลสถาน (2523 : 33) ไดสรุปลักษณะของบุคคลที่มีระเบียบวนิัยในตนเองไววา
ควรมีลักษณะดังนี้คือ มีความรับผิดชอบเชื่อมั่นในตนเอง มีความรูจกผั ิดชอบไมกงวลใจ ั มีความ
ตั้งใจจริง มีลักษณะความเปนผ ูนํา มีความซื่อสัตยจริงใจ มีเหตุผลกลาค ิดกลาพูดกลาทําเคารพใน
สิทธิของผูอื่นทําตามกฎเกณฑของสังคม มีความอดทนมความเช ี ื่ออํานาจภายในตนและมีลักษณะ
มุงอนาคต
จากลักษณะของผูที่มีระเบียบวินัยในตนเองขางตนซึ่งมีความแตกตางกันไปตามแตท ัศนะ
ของผูรูแตละทานหากแตพอที่จะสรุปความสอดคลองโดยสวนใหญของผทูี่กลาวถึงแตละคนไดวา
ผูที่มีระเบียบวนิัยในตนเองจะตองประกอบดวยลกษณะด ั ังนี้นั่นคือ มความซ ี ื่อสัตยสุจริต มีความ
รับผิดชอบมีความเสียสละ มความอดทน ี ตรงตอเวลาเคารพในสิทธิของผูอื่นมีความเคารพตอ
ระเบียบกฎเกณฑรูจักบทบาทหนาที่และทําตามบทบาทหนาที่ที่ไดรบอย ั างดีรวมทั้งเปนผูที่มีความ
เชื่อมั่นในตนเองและตองเปนผ ูที่ยอมรับในการกระทําของตนเองดวย
5. สาเหตทุ ี่นักเรียนขาดระเบยบว ี ินัย
การที่นักเรยนขาดระเบ ี ียบวนิัยหรือมีพฤตกรรมท ิ ี่ไมเหมาะสม อาจมีสาเหตุที่เกยวเน ี่ องก ื่ ัน
หลายประการดังที่สมพร สุทัศนีย (2541, อางถึงในอุทุมพร พรายอนทร ิ , 2542 : 23-25) ไดทําการ
วิเคราะหสถานการณในโรงเร ียนที่ทําใหเกดพฤต ิ ิกรรมที่เปนปญหาโดยไดระบุถึงสาเหตุที่นกเรั ียน
ขาดระเบียบวนิัยหรือมีพฤตกรรมท ิ ี่ไมเหมาะสมวา มีสาเหตุมาจากตวนั กเรั ียนซึ่งเปนคนท ี่มีปญหา
จากตัวครูจากรูปแบบการปกครองในหองเรียนหรือในโรงเรียนและจากกฎและระเบียบตาง ๆ ของ
หองเรียนซึ่งสวนใหญ ผูบริหารหรือครูเปนผูกําหนดโดยนักเรียนไมไดมีสวนรวมในการรับรู21
วลัย อารุณี (2528 : 35) ไดกลาวถึงสาเหตุของการที่นักเรียนขาดระเบยบว ี ินยวั าสามารถ
แยกไดเปน 3 ดานคือดานแรกคือดานที่เกี่ยวกับสภาพการณในโรงเรียนไดแก เปนชั่วโมงสุดทาย
ของการเรียนเปนชั่วโมงกอนพักกลางวันเปนชั่วโมงเรยนส ี ุดทายในวนศั ุกรวนกั อนที่จะมีงาน
รื่นเริงวันกอนที่จะมกีิจกรรมพิเศษ วนกั อนท ่จะเป ี นว นหย ั ดุ อยในช ู วงของการเป ดเรียนใหมหรอื
เกิดจากสภาพอากาศในหองเรียนดานที่สองดานที่เกยวก ี่ ับตัวครูเกดจากการท ิ ี่ครูขาดความสุภาพมี
อารมณไมแนนอน การที่ครมูีนักเรียนคนโปรดการนินทานักเรียนในทสาธารณะ ี่ การที่ครูไม
สามารถอธิบายใหน ักเรยนเข ี าใจไดการใชเทคนิคการสอนที่ซ้ําๆ การขาดความเขาใจถึงความแตก
ตางระหวางบคคล ุ และการสั่งการบานโดยไมมีเปาหมายที่แนนอน สวนในด านที่สามเกี่ยวกับตวั
นักเรียนไดแก การที่นักเรียนใชสภาพการณตางๆที่เกิดขึ้นในหองเรียนเปนประโยชนตอตนเอง
โดยมีเหตุผลทแที่ จริงคือไมชอบโรงเร ียนหรือครู
มาลินีจุฑะรพ (2539 : 287-288)ไดกลาวถึง สาเหตุที่มาจากตัวนักเรยนซ ี ึ่งเปนคนทมี่ ีปญหา
วาอาจมาจากสภาพทางรางกายของนกเรั ยนท ี ี่ไมสมบูรณเชนนักเรียนคนใดท่สีุขภาพไมดีก็อาจนั่ง
หลับในหองเรียนและมีอารมณไมคงที่หรืออาจมาจากสภาพสวนตวั เชน ชอบทําอะไรตามใจตัวเอง
ชอบเลียนแบบความประพฤติที่ไมดีของผูอื่นหรืออาจมาจากสภาพทางจิตใจเชน เปนนักเรยนท ี อยี่ ู
ในครอบครัวที่พอแมหยารางหรือทะเลาะกันเปนประจําทําใหนกเรั ียนมีสุขภาพจิตที่ไมปกติจึงชอบ
ที่จะแสดงพฤติกรรมที่กาวราวอย ูเสมอ
สวนสาเหตุทมาจากต ี่ ัวครูซงคร ึ่ ูทําหนาทส่ีั่งสอนอบรมและขัดเกลานสิัยของนักเรียนใน
สภาพแวดลอมของหองเรียนครูยอมมีอํานาจสิทธิ์ขาดในการควบคุมหองเรียนแตบางคร ั้งจะสังเกต
ไดวาครูคนหนึ่งเขาสอนนักเรียนจะไมซุกซนแตครูอีกคนหนึ่งเขาสอนนักเรยนจะไม ี สนใจฟงและมี
พฤติกรรมแปลกๆ ครูสวนใหญคิดวานกเรั ยนม ี ีความประพฤติไมดีเนื่องเพราะมีสาเหตจากน ุ ักเรียน
และจากทางบานของน ักเรียนเองหากแตครูไมเคยคิดวาสาเหตุอาจมาจากตัวของครูเองเชนสอนไม
ดีไมเตร ียมการสอนพูดจาไมชัดเจนทําใหนักเรยนไม ี รเรู ื่องไมสนใจเรียนซุกซนหยอกลอหรือ
เกิดจากความไมยุติธรรมของครูเชนครูผูชายรักนกเรั ียนผูหญิงครูผูหญิงรักนักเรียนผูชายจึงทําให
นักเรียนมีอาการกระดางกระเดื่องดื้อดึงและกาวราวหรือเกิดจากการแตงกายท ี่ไมเหมาะสมของครู
เชนนุงกระโปรงสั้นจนเกนไป ิ ใสเสื้อบางจนทําใหนักเรียนไมสนใจการสอนแต มาสนใจการแตง
กายของครูแทนหรือเกดจากการท ิ ี่ครูไมใหความสนใจในการสอน โดยมีการละทิ้งหองเรียนเพื่อไป
จับกลุมคุยกนั มาโรงเรียนสายกลับกอนเวลา ซึ่งเปนสาเหตุใหน ักเรยนขาดศร ี ัทธาและไมเชื่อฟง
การที่ครูไมยอมรับพฤติกรรมบางอยางของนักเรียนซึ่งติดตัวมาจากบานเชนภาษาที่
นักเรียนพูดหรือการกระทําบางอยางที่นักเรียนเคยกระทามาจากท ํ ี่บานเมื่อนักเรียนมากระทําที่22
โรงเรียนแลวครูแสดงอาการไมยอมรับเมอเปื่ นเชนนนี้ ักเรียนจะรูสึกคบขั องใจทําใหกลายเปนคนท ี่
กาวราวและกอกวนช นเร ั้ ียนได
การที่ครูไมสนใจและไมใหความส ําคัญแกนักเรยนย ี อมเกิดปญหาพฤติกรรมตามมาเนื่อง
ดวยธรรมชาตของมน ิ ุษยตองการใหคนอนเหื่ ็นคุณคาหากไมเปนไปเชนน ั้นกจะเก ็ ิดการเรียกรอง
ความสนใจเชน ดวยการพดคู ุยเสียงดังพดโพล ู งออกมาโดยไมไดรับอนุญาต ซุกซนจนเกนเหต ิ ุ
นอกจากนี้สาเหตุจากการปกครองหองเรียนก็มีสวนทําใหนักเรยนขาดระเบ ี ียบวินยมั ความ ี
ประพฤติไมเหมาะสม ดังนี้
การปกครองแบบเผด็จการเนื่องจากครูเปนคนท ี่เอาแตใจต ัวเอง ชอบใชอํานาจจนเกนเหต ิ ุ
เชนการลอเลียนครูแทนทครี่ ูจะปฏิบัติไปตามเหตุผลแตครูกลับใชอํานาจโดยการผลักนักเรียนไป
กระแทกกับผนังหองเรียนดาว าขูกรรโชกวาจะไลออกจากโรงเรยนี โดยครูไมเคยสบหาสาเหต ื ุหรอื
ตั้งปญหาเพื่อถามตัวเองวาเพราะเหตใดน ุ กเรั ียนจึงทําเชนน ั้นการใชอานาจจนเก ํ ินเหตุจะทําให
นักเรียนมีความโกรธแคนเก็บกดไมยอมร ับผิดและมักจะแสดงออกดวยการแก แค นครูในภายหลัง
เชนทุบกระจกหองเรียนในวันหยุดรื้อคนโตะครูหรือกระทําการอยางอื่นเพื่อเปนการแกแคน
การปกครองที่เขมงวดกวดขนเกั ินไปเชนกําหนดใหทํากิจกรรมตางๆ โดยไมคํานึงถึง
ความตองการและความสนใจ ทําใหน ักเรยนเก ี ิดความคับของใจเกดความไม ิ มั่นใจจนเปนสาเหตุ
ใหนกเรั ียนมปฏี ิกิริยากาวราวในสถานการณ ที่เขาทนไมได
การปกครองตามสบายโดยนักเรียนจะเรียนหรือไมเรียนก็ไดเวลาสอนนักเรียนจะฟง
หรือไมฟงก็ไดไมมีการดุการวากลาวตกเตั ือนไมมีการดําเนินการหากนักเรยนท ี ําผดระเบ ิ ียบวินยั
หรือมพฤต ี ิกรรมที่ไมเหมาะสม โดยครูจะสอนเพียงอยางเดียวโดยไมไดคํานึงถึงเรื่องอื่นๆที่
เกี่ยวของการปกครองเชนนจะท ี้ ําใหนกเรั ยนขาดความเป ี นระเบียบซกซน ุ เยาแหยเพื่อนนักเรียน
ดวยกันจนเกิดความวุนวายภายในหองเรียน
สวนสาเหตุอีกประการคือกฎและระเบยบต ี างๆ ของหองเรียนซึ่งสวนใหญผูบริหารหรือ
ครูเปนผูกําหนดโดยนกเรั ียนไมไดมีสวนรวมในการรับรูก็อาจนํามาซึ่งการขาดระเบยบว ี นิัยหรือมี
พฤติกรรมที่ไมเหมาะสมไดดังนี้
กฎและระเบียบที่ขัดกับพัฒนาการของเดก็ เชนหามพูดคุยในหองเรียนหามลุกจากที่นั่ง ซึ่ง
เปนการขัดกับธรรมชาติและพัฒนาการของนักเรียนโดยเฉพาะวัย 6-12 ขวบและหากวากฎนนขั้ ัด
กับกระบวนการเรียนการสอนดวยแลวท ี่มงใหุ นกเรั ียนเปนผูแสดงบทบาทมากขึ้นทากํ ิจกรรมตาง ๆ
ดวยตัวเองมากขึ้นก็ยิ่งทําใหน ักเรียนขาดระเบยบว ี ินยหร ั อมื ีพฤติกรรมที่ไมเหมาะสมไดมากขึ้นดวย
หรือกฎและระเบียบทเขี่ มงวดเกินไปโดยไมยืดหยนุ ไมค ํานึงถึงเหตุผลกฎและระเบยบเช ี นนี้มกจะ ั
มีสวนทําใหสัมพันธภาพระหวางครูกับนกเรั ียนไมดีซึ่งกฎระเบยบประเภทน ี ี้มักไดรบการฝ ั าฝนจาก23
นักเรียนอยูเปนประจ ํา สุดทาย คือกฎและระเบียบที่ไมคงเสนคงวาทําใหนกเรั ียนเกดความสงส ิ ัย
ไมมั่นใจและวตกก ิ ังวลเพราะการกระทําอยางเดยวก ี ันในบางครั้งถูกแตบางครั้งก็ผิด (สมพร
สุทัศนีย, 2541, อางถึงในอุทุมพร พรายอนทร ิ , 2542 : 23-25)
โดยสรุปแลวการที่นักเรยนขาดระเบ ี ียบวนิัยหรือมีพฤตกรรมท ิ ี่ไมเหมาะสมนั้นมีสาเหตุ
ดวยกนหลายประการ ั คือสาเหตุที่เกดจากต ิ ัวของนักเรยนเอง ี สาเหตุทเกี่ ิดจากตัวของครูผูสอน
สาเหตุที่เกิดจากรูปแบบการปกครองในหองเร ียนหรือในโรงเรียนและสาเหตุจากกฎและระเบยบี
ตางๆ ของหองเรียนซึ่งสวนใหญผูบริหารหรือครูเปนผูกาหนด ํ โดยนกเรั ียนไมไดมีสวนรวมในการ
รับรูไมไดครอบคลุมพฤติกรรมของนักเรียนที่เกดขิ ึ้นในหองเรียนไมมีความเปนไปไดในการใช
งานไมมีความเปนธรรม และที่สําคัญคือไมสามารถนํามาใชไดจริงเนื่องเพราะไมได คํานึงถึง
ปจจัยดานจิตวทยาการศ ิ ึกษาอายุและวุฒิภาวะของนกเรั ียนซึ่งตองอยูบนพื้นฐานของความจําเปนที่
สามารถอธิบายแกน ักเรยนได ี ถึงความเหมาะสมกับสภาพแวดลอมของหองเรียนและสภาพ
บรรยากาศตางๆ
6. การสงเสริมปลูกฝงความม ีระเบียบวินัย
การฝกความมระเบ ี ียบวินยัจะชวยใหนักเรียนรูจักใชชีวตอย ิ ูในสังคมไดอย างมีความสขุ ผูที่
มีสวนเกยวข ี่ องกับเด็กควรจะตองมีหลักเกณฑในการฝกและสรางความมีระเบียบวินยให ั เก ิดขนกึ้ ับ
เด็กโดยการทที่ ั้งพอแมผูปกครองและครูจะตองกระทําตวให ั เป นแบบอยางที่ดีแกเดก็ ไมเครงครัด
หรือยึดตดกิ ับระเบียบมากจนเกินไปและที่สาคํ ัญทั้งครูและพอแมจะต องรูวิธีการตอบสนองความ
ตองการดานตาง ๆ ของเด็กจงจะท ึ ําใหการสงเสริมระเบียบวินัยจึงจะไดผลด ีซึ่งแนวทางในการ
สงเสริมหรือปลูกฝงความมีระเบียบวินยไดั มีผูเสนอแนะไวหลายทานดวยก ันดังนี้
ชําเลือง วุฒิจนทร ั (2524 : 57, อางถึงในหทยา ั สารสิทธิ์, 2541 : 32) ไดเสนอแนวทางใน
การสงเสริมหรือปลูกฝงความมีระเบียบวินยไว ั ดังนี้คือ
1) สอนใหมีความละอายตอการกระทําชั่วและเกรงกลวตั อความชั่ว
2) ใหมีความอดทนและความสงบเสงี่ยม
3) ยึดมั่นในขอหาม 5 ประการและขอที่ควรประพฤติ 5 ประการ (เบญจศีล-เบญจธรรม)
4) มีคุณสมบัติของคนดีหรือของผูดี
5) มีคุณธรรมประจําใจอันประเสริฐ (อริยทรัพย 7)
6) มีจรรยาบรรณของวิชาชีพตางๆ
7) มีการรักษาความสะอาด24
ทวีกอแกวและคณะ (2501 : 567-570, อางถึงในชูชีพออนโคกส ูง,2522 : 132) ไดเสนอ
หลักการสรางวินัยทดี่ ีไววา
1. ควรสรางใหสอดคลองกับพัฒนาการของเด็กโดยตองพจารณาถ ิ ึงความตองการของเด็ก
และวุฒภาวะของเด ิ ็กดวย
2. เปนวินยทั ี่เด็กสามารถปฏิบัติตามไดและเปนประโยชนท ั้งตอตัวเดกเองและคนอ ็ ื่น
3. ใชวิธีการใหรางวัลและชมเชยในการสรางวินัยจะไดผลดีกวาการตาหน ํ ิหรือลงโทษ
4. ครูอยาใชอารมณโกรธในการสรางวินัยควรปฏิบัติไปดวยความส ุขุมเยือกเย็นคําพูด
หรือการกระทาควรเป ํ นไปดวยความน ิ่มนวล
5. ครูควรยอมรับนับถือและใหความไว วางใจเด ็กเพื่อใหเดกได ็ ใชความคดพิ ินิจพิจารณา
วินัยตาง ๆที่เขาตองปฏิบัติตาม
6. ครูตองเปนกันเองกับเดก็ ใหความเอาใจใส ใหความรกความอบอ ั ุนแกเด็ก
7. ครูควรทําหนาที่เปนผูนําเดกเก็ ี่ยวกับการปฏบิัติตามวินยตั าง ๆ
8. ครูตองศึกษาเด็กแตละคนอยางละเอียดเพอความเข ื่ าใจในเด็กเหลานั้นอันเปนแนวทางที่
จะชวยใหการปลูกฝงวินัยในเด็กเปนผลด ยีิ่งขึ้น
9. ครูตองกระตือรือรนในการมวีินัยและปฏิบตัิตามวินยั ซึ่งจะชวยกระตุนใหนกเรั ียนยึดถือ
เปนแบบอยาง
10.ครูตองมีความเชื่อมั่นในตนเองเพื่อเด็กจะไดเกดความศร ิ ัทธาในการที่จะประพฤติ
ปฏิบัติตามวินยทั ี่ครูปลูกฝง
สวนกระทรวงศึกษาธิการ (2547 : ออนไลน) ไดเสนอแนะมาตรการและกิจกรรมตาง ๆ ให
สถานศึกษาดําเนินการเพื่อเสริมสรางอุดมการณเรงรัดดาเนํ ินการปลูกฝงและเสริมสรางคุณธรรม
คานิยมที่มีความสําคัญยิ่งตอเยาวชนและชาติบานเมืองอยางน อย 3 ประการคือความมีระเบียบวินยั
การประหยัดและออม และความรักชาติที่ถกทาง ู เปนตนซึ่งจะเหนได ็ วา ความมีระเบยบว ี ินยักเป็ น
หนึ่งในสามประการที่จะตองเรงสงเสริม ปลูกฝงและเสริมสรางโดยมีจุดประสงคเพอให ื่ เยาวชนได
ตระหนกถั ึงเหตุผลที่มาและคุณคาคุณประโยชนของกฎระเบียบที่มีตอบุคคลและสวนรวม เพื่อให
เยาวชนไดตระหนกในค ั ุณคาค ุณประโยชนของการประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบยบี และเพื่อฝกให
เยาวชนประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบยบี จนเกิดเปนค ุณลกษณะประจ ั าตํ ัวที่จะควบคมตนเองให ุ
ประพฤติปฏิบัติตามกฎและระเบียบนั้นโดยไดเสนอแนะแนวทางใน 3 ประการดังนี้
1. จัดการเรียนการสอนและกิจกรรมการศึกษาใหนักเรียนรูเขาใจและตระหนักในเหตุผล
ที่มาคุณคาคุณประโยชนของกฎระเบียบที่มีตอบุคคล สังคมสวนรวม และคุณคาคณประโยชน ุ ของ
การประพฤตปฏิ ิบัติตามกฎระเบียบ25
2. ฝกใหนกเรั ยนประพฤต ี ิปฏิบัติตามกฎระเบียบตางๆ จากหนวยงานท งี่ ายหรือทั่วไปสูที่
ยากละเอยดอ ี อนมากข ึ้นจนเกิดความเคยชนเป ิ นอุปนิสัยหรือคุณลักษณะประจําที่จะควบคุมตนเอง
ใหประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบียบไดดวยตนเอง เปนตนว าการแตงกายระเบยบแถว ี การแสดง
ความเคารพครูอาจารยการตรงตอเวลาการปฏิบัติตามคําสอนคําสั่งครูอาจารยการปฏิบัติตาม
หนาที่ความรบผั ิดชอบตามท่ไดี รับมอบหมายการกําหนดตารางการปฏิบัติงานหรือกิจกรรม
ประจําวนั การรักษาความสะอาดและความเปนระเบียบในหองเรียนและบริเวณโรงเรียนการทิ้งขยะ
เปนที่และการชวยกันเก็บขยะในบริเวณโรงเรียนการปฏบิัติตามกฎจราจรการรักษามรรยาทใน
หองสมุดและหองประชุม
3. จัดใหมีการชมเชยยกยองสรรเสริญนักเรียนเปนรายบคคลหร ุ ือกลุมที่เปนผูประพฤติ
ปฏิบัติตามกฎระเบียบไดเปนอย างดีการฝกนักเรยนให ี ประพฤติปฏิบัติตามกฎระเบยบจนเก ี ดเปิ น
อุปนิสัย ซึ่งสามารถควบคุมความประพฤติของตนเองไดดวยตนเองจะตองอาศัยการฝกอยางตอเนื่อง
ในระยะเวลาทยาวนานโดยอาศ ี่ ัยรูปแบบ วธิีการหรือกระบวนการตางๆ เขามาปรับใชใหมีความ
เหมาะสมกับปจจัยทแวดล ี่ อมหรือเกี่ยวของอย ูอยางสมดุลดังนั้นผูปกครองผูบริหารและครู
อาจารยทุกคนจะตองรวมมือกันฝกฝนนกเรั ียนดวยความเอาใจใส ดวยความร ักและความปรารถนา
ดีตลอดเวลาผลที่ดีจึงจะเกิดขึ้นได
7. ระเบียบวินัยในชนเร ั้ ียน
ตามที่ไดสรุปไปแลวถึงความหมายของระเบียบวนิัย ซึ่งหมายถึงความสามารถของบุคคล
ในการควบคุมอารมณและพฤติกรรมของตนเองใหเป นแบบแผนอันหนึ่งอันเดยวก ี ันตามที่มุงหวัง
เพื่อใหสามารถอยูรวมกันไดดวยความสงบสุขอันเปนคุณสมบัติที่สําคัญในการดําเนนชิ ีวิตแตใน
สวนของระเบยบว ี ินยในห ั องเรียนนนั้ ไดมีผูใหความหมายไวดังนี้
ระเบียบวินยในห ั องเรียนหมายถึงระเบยบแบบแผนหร ี ือขอบังคับตางๆที่กําหนดขึ้เพื่อให
นักเรียนในหองเรียนมีพฤติกรรมเปนไปตามความตองการโดยไมเปนอปสรรคหร ุ ือขัดขวางตอการ
เรียนการสอนทําใหการเรยนการสอนด ี ําเนินไปอยางเรียบรอย (ศราวธุ วงศทอง, 2536 : 19)
ระเบียบวินยในห ั องเรียนหมายถึง สภาพการณตางๆที่เกิดขึ้นในหองเรียนซึ่งสามารถเอื้อ
ประโยชนใหคร ูดําเนินบทเรียนโดยปราศจากสิ่งรบกวนอันเปนพฤตกรรมท ิ ี่เบี่ยงเบนของนักเรียน
Dunhill (1964 : 1, อางถึงในวีระศักดิ์ไชยเสน, 2548 : 49)
จากความหมายดังที่มีผูกลาวไวขางตน อาจพอสรุปไดวาระเบียบวินยในห ั องเรียนนนั้
หมายถึง สิ่งที่ไดกําหนดขึ้นภายในหองเรียนโดยมุงหวังใหนกเรั ียนสามารถควบคุมอารมณและ
พฤติกรรมของตนเองใหเป นแบบแผนอ นหน ั ึ่งอันเดียวกนั สามารถอยูรวมกันดวยความสงบสุข26
เอื้อประโยชนให ครูสามารถดําเนินบทเรยนได ี โดยปราศจากสิ่งรบกวนอันเปนคุณสมบัติที่สําคัญใน
การดําเนินกิจกรรมตางๆ ของหองเรียน
8. ความสําคัญของการสรางระเบียบวินัยในชั้นเรียน
อาภรณใจเทยงี่ (2537 : 239-240) กลาววา การสรางระเบียบวินยในห ั องเร ียนมี
ความสําคัญที่กอใหเกิดผลดทีั้งตอตัวนักเรียนเองตอครูผูสอนและตอโรงเรียนดังนี้
1. ผลดีตอตัวนักเรียน
1.1 ทําใหนกเรั ียนเปนผูมีความประพฤติดีมีลักษณะนิสัยที่ดีมีระเบียบวินัยเคารพตอ
กฎเกณฑกตกาิ ปฏิบัติตนตามระเบียบวินยของโรงเร ั ียนสงผลทําใหเติบโตเปนผูใหญที่มีวินัยใน
ตนเองตอไปในอนาคต
1.2 ทําใหนกเรั ียนประสบความสําเร็จในการเรียนและการทางานต ํ าง ๆ ผูที่มีระเบียบ
วินัยในตนเองยอมบังคับใหปฏ ิบัติตามหนาท ี่ไดทําใหเปนคนท ี่มีความรับผิดชอบ
1.3 ทําใหเปนผูที่สังคมยอมรับผูที่มีวินัยในตนเองยอมเปนที่ยอมรับของบุคคลตาง ๆ
ไมวาจะเปนผปกครอง ู ครูเพื่อนๆ ถานักเรียนสวนใหญม ีวินัยในตนเอง ทุกคนจะยอมรับซึ่งกัน
และกันการปกครองชั้นเรียนก็ไมมีปญหา
2. ผลดีตอผูสอน
2.1 ทําใหกิจกรรมการเรยนการสอนด ี ําเนินไปดวยความราบร ื่นสรางเสริมใหเกดิ
บรรยากาศการเรียนรูไดดีถาน ักเรียนมีระเบียบวินยดั ีครจะไม ู เสยเวลาต ี ักเตือนนกเรั ยนท ี ี่ไมมี
ระเบียบวินยัการเรียนการสอนก็จะดําเนินไปอยางราบร ื่นทําใหครูสามารถทําการสอนไดบรรลุผล
ตามแผนที่วางไว
2.2 เปนการประหยดเวลาการท ั ํางานของครูซึ่งในสภาพความเปนจริงครูมีหนาที่
มากกวาสอนครูมีภารกิจที่จะตองปฏิบัติหลายดานเชนดานวิชาการดานการปกครอง ดานธุรการ
ดานการแนะแนวถานักเรียนไมมีปญหาเรื่องระเบียบวินยัครูก็จะไมเสยเวลาก ี ับเรื่องนี้ทําใหครูมี
เวลาไปปฏิบัตงานด ิ านอื่นไดมากเพ ิ่มขึ้น
3. ผลดีตอโรงเรียน
3.1 เปนการลดภาระงานของฝายปกครองลง ทําใหครูที่มีหนาที่ดูแลดานระเบียบวินัย
ของนักเรียนไมหนักใจในการทํางานเพราะนักเรยนม ี ีระเบียบวินยัจึงไมประพฤติผิดระเบียบของ
โรงเรียนทําใหฝายปกครองมีเวลาในการพัฒนานักเรียนในดานอื่นมากเพิ่มขึ้น27
3.2 ทําใหโรงเรียนเปนท ี่ยอมรับของชุมชนสังคม โรงเรียนใดทนี่ ักเรียนอยในระเบ ู ียบ
วินัย มีความประพฤติดีผูปกครองจะนิยมสงล ูกหลานเขาเรียนเปนที่ปรากฏชัดวานกเรั ียนที่มีความ
ประพฤติดีมีวนิัยในตนเองจะตั้งใจเรียนมผลส ี ัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวานักเรียนทไมี่ มีวินัย
จะเห็นไดวาการสรางระเบียบวินัยในหองเรียนเปนพื้นฐานของการปลกฝู งและสราง
ระเบียบวินยให ั เกิดขนแก ึ้ นกเรั ียนและเมอนื่ ักเรียนมีระเบียบวนิัยก็ยอมจะก อใหเกดผลด ิ ีตอตัว
นักเรียนเองคอื ประสบผลสําเร็จทั้งในการเรียนและการทํางานทําใหเปนที่ยอมรับของสังคม ผลดี
ตอครูคือเปนการประหยัดเวลาทั้งในดานของการจัดการเรียนการสอนและการปฏบิัติภารกิจอนื่
ของครูโดยไมตองเสียเวลาอยูกับการตกเตั ือนนักเรยนท ี ่ไมี มีระเบียบวินัยผลดีตอโรงเรียนคือ
โรงเรียนจะเปนท ี่ยอมรับของผูปกครอง ชุมชนสังคม และเปนการลดภาระงานของฝายปกครอง
ดังนั้นครูผูสอนจึงควรที่จะฝกและสร างระเบียบวินยให ั เกดขิ ึ้นแกน ักเรยนี
9. การสรางระเบียบวินัยในชนเร ั้ ียน
ครูเปนผูที่มีบทบาทสําคัญมากในการสรางและปลูกฝงระเบียบวินยให ั กับนักเรยนี ครูไม
เพียงแตเปนผสอนให ู นกเรั ียนปฏิบัติตามกฎกติกาเทานนั้ แตครูจะตองทําตัวเปนแบบอยางในการ
ปฏิบัติตามกฎนั้นๆ ดวยระเบียบวินยเปั นส ิ่งจําเปนสําหรับเด็กทุกคนไมวาเดกหร ็ ือผูใหญการ
ทํางานในทใดหากขาดซ ี่ ึ่งระเบียบวนิัยยอมจะทําใหผลงานที่ออกมานั้นไมไดผลดเที าที่ควร
การสรางระเบียบวินยในห ั องเรียนครูควรจัดในลักษณะดังนี้ (สุพิน บุญชูวงศ, 2534 :
168 – 169)
1. สงเสริมทางดานระเบยบว ี ินัยใหเก ิดขนกึ้ ับนักเรยนี หากครูไดใหความสําคัญและมีความ
รับผิดชอบในการจัดการเรยนการสอน ี เพอสร ื่ างเสริมความมีระเบยบว ี ินัยอยางจริงจังโดยเริ่มแตใน
หองเรียนขอปฏิบัติตนของนักเรียนภายในหองการรักษากฎเกณฑตลอดจนการมีวนิัยในตนเองใน
เร่องความร ื ับผิดชอบ
2. นักเรียนควรมีสวนรวมในการสรางระเบียบกฎเกณฑในเรื่องตางๆ ครูควรใหนกเรั ียน
เขาใจถึงเหตุผลที่ตองมีกฎเกณฑขึ้นใชและตองมีวิธีแนะนําใหเด็กยอมรับและยินยอมตามขอตกลง
ในกฎเกณฑดวยความเข าใจและเต็มใจที่จะนําไปปฏิบัตตาม ิ
3. ถามีความเชื่อวากฎระเบยบเป ี นสิ่งสําคัญและเปนสวนหนึ่งในการดําเนินชวีิตของคนเรา
แลวกฎระเบียบตางๆ ก็เปนสิ่งจําเปนสําหรับการเรียนการสอนในโรงเรียนดวยเหม ือนกันเพราะ
เด็กจะไดเข าใจวาครูมุงหวังอะไรในเรื่องระเบียบวินยทั ี่เด็กควรประพฤติปฏิบัติ
4. ในการปกครองชั้นเรียนเพื่อที่จะใหนกเรั ียนปฏิบัติตนอยูในระเบียบวินัยทดี่ ีนนจั้ ําเปน
อยางยิ่งที่ครูผูสอนหรือโรงเรียนจะตองออกระเบียบขอบังคับหรือขอปฏิบัติมาใชกับนักเรียนควร28
ใหนกเรั ียนมีความรูสึกวาไมได ถูกบังคับใหนักเรยนได ี เขาใจเหตุผลและเห็นดีเหนงามจากการ ็
ปฏิบัตินั้น
5. ในการจดกั จกรรมเพ ิ ื่อปลูกฝงและสรางเสริมความมีระเบียบวนิัยใหกบเดั ็กนนจะต ั้ อง
คํานึงถึงวัยแตละว ัยดวย ซึ่งจะมีผลตอการปลูกฝงเปนอยางมาก
6. ครูควรไดถือโอกาสปลูกฝงคานิยมใหกบนั ักเรียนในขณะดําเนินการสอนโดยแทรกลง
ไปในบทเรยนี เชนคานิยมเรื่องความมีวินยัควรปลูกฝงใหนักเรยนเป ี นผ ูมีวินัยในตนเอง มีระเบียบ
รูจักบังคับและหักหามใจตนเองโดยการสรางสถานการณที่จะปลูกฝงความมีระเบยบว ี ินัยใหเก ิด
ขึ้นกับนักเรียนที่ตนสอน
จากการสรางระเบียบวินยในห ั องเรียนในลกษณะด ั ังกลาวเหนได ็ วาการสรางระเบียบวินัย
เปนเรื่องสําคัญซึ่งครูจะตองสอนใหนกเรั ยนร ี ูจักควบคมตุ ัวเองใหอยในระเบ ู ยบว ี นิยัการสราง
ระเบียบวินยควรเร ั ิ่มสรางตั้งแตในหองเรียนโดยใหนกเรั ียนมีสวนรวมสร างอยางมีเหตุผลโดยใช
หลักประชาธปไตย ิ อาภรณใจเที่ยง (2537 : 239-240) ไดกลาวถึงการสรางระเบียบวินัยในชนเร ั้ ียน
วามีความมุงหมาย 2 ประการดังนี้คือ
1. เสริมสรางบรรยากาศการเรยนการสอนท ี ี่เอื้ออํานวยตอการเรียนรูของนักเรียนทั้งชั้น
2. เตรียมนักเรียนใหสามารถรับผิดชอบและควบคุมดูแลตนเองไดในอนาคต
การสรางระเบียบวินยจะต ั องอาศัยเวลาอาศัยความใจเย็นและเมตตาธรรมของครูตลอดจน
ตองมีการดําเนินการที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางการสรางระเบียบวนิัยแกผเรู ียนมีดังน(ี้อาภรณใจเทยงี่ ,
2537 : 240-241)
1. สรางแนวทางปฏิบัติขั้นแรกของการสรางวินัยในตนเองคือใหผูเรียนรูจักพฤติกรรม
ที่ดีความสนใจตั้งใจของครทูี่จะใหผูเรียนไดสังเกตแยกแยะพฤติกรรมที่เหมาะที่ควรเปนแนวทาง
นําไปสูการพฒนามาตรฐานความประพฤต ั ิของผูเรียนวธิีการใหผูเรียนไดสรางแนวทางปฏิบัติตั้งแต
เริ่มตนเทอมใหมเปนวิธีที่ประสบความสําเร็จมากวิธหนี งึ่ แตครูตองทําหนาที่หนักในการดูแลชวย
เหลือใหคําแนะนําเพื่อมใหิ กฎเกณฑ นนเป ั้ นการบังคับหรือเนนรายละเอียดมากเกินไปบางครั้งครู
อาจจะแนะนําใหมีการพจารณาทบทวนกฎข ิ อบังคับหลังจากทดลองไปสักสองถึงสามสัปดาห
2. ชวยใหผูเรยนปร ี ับปรุงตนเอง บอยครั้งที่มาตรฐานของนกเรั ียนมไดิ เปนไปตามความ
คาดหวังของครูบางครั้งเด็กอาศัยอยูในบานหรือในถิ่นทเดี่ ็กมองไมเหนค็ ุณคาของกฎเกณฑซึ่งใช
อยูภายในโรงเรียนเมื่อครูไดพบกรณ ีเชนน ี้ถาครูใชวิธีบังคับหรือวิพากษวิจารณการประพฤติปฏิบัติ
ของทางบานจะสงผลในทางตรงกันขาม ครูจะตองใชความมีเหตุผลประกอบการแนะนําแนวทาง
แกผูเรียนอยางมากไมใชใช อํานาจอาจใชวิธีใหตวอย ั างใหคนอื่นๆทมี่ ีความสุขในการปฏิบัติตาม
แนวทางทตี่ ั้งไวหรือใหผูเรียนไดรับความรสูึกของเพื่อนของครูที่มีตอการประพฤตปฏิ ิบัติที่29
เหมาะสม ในแนวทางเชนนครี้ ูจะชวยใหผูเรียนมองเห็นมาตรฐานความเปนอยูที่ดกวี า และทําใหเกดิ
การปรับปรุงตนเอง
3. ใชกฎเกณฑเพ อเปื่ นแนวทางนําไปสูวินยในตนเอง ั เมื่อมคนท ี ําผิดกฎกระบวนการ
พิจารณารวมกนระหว ั างครูและผูเรียนเปนโอกาสที่จะชวยสอนพื้นฐานทางวินยในตนเอง ั ครูควร
ใหผูเรียนพิจารณาวาความประพฤติใดทไมี่ ดีและทําไมจึงถือวาผิดและควรกระทําอยางใดเพื่อการ
แกไขบางครั้งครูอาจใหนกเรั ียนเปนผูดแลร ู ักษากฎระเบยบของห ี องเรยนี แตผูเรยนจะต ี องมีความ
พรอมเพียงพอกอนเพราะการโยนความรับผิดชอบมากเกนไปให ิ แก ผูเรยนท ี ี่เริ่มฝกกระบวนการ
ประชาธิปไตยอาจทําใหโปรแกรมลมเหลวได
จึงอาจกลาวไดวาแนวทางการสรางระเบียบวินยให ั แกผ ูเรียนนั้นจะตองใหผูเรียนไดเหน็
ตัวอยางทดี่ ีซึ่งจะทําใหไดแนวทางการประพฤต ิปฏิบัติตองใชเทคนิควธิีที่จูงใจใหปฏิบัติไมหักหาญ
น้ําใจและใชกฎระเบ ียบที่ผูเรียนยอมรับรวมกันปฏิบัติดวยความเต็มใจตลอดจนใชหล ักการปกครอง
ชั้นเรียนอยางยุติธรรมตามหลักประชาธิปไตยแนวทางเชนน ี้จะชวยใหผูเรียนรูจักสรางระเบ ียบวินยั
ในตนเองไดดวยความเต ็มใจ
10. พฤติกรรมความมีระเบียบวินัยในหองเรียน
โดยเมื่อมีการกลาวถึงระเบยบว ี ินยในห ั องเรียนกจ็ําเปนต องมีการกลาวถ ึงพฤติกรรม
ความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนควบคูไปดวยเพราะวินยในห ั องเรียนจะเกดขิ ึ้นไดมากนอยเพียงใด
ยอมตองอาศัยการกําหนดขอบเขตพฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินยในห ั องเรียนของนักเรียนเปนปจจ ัย
ในการกําหนดเพียงนนั้ ซึ่งศราวุธ วงศทอง (2536 : 5) ไดกลาวถึงขอบเขตของพฤติกรรมความมี
ระเบียบวินยในห ั องเรียนของนักเรียนโดยสามารถที่จะจําแนกออกเปน 2 พฤติกรรมหลักดังนี้
1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนของนักเรยนขณะท ี ี่ครูสอนไดแกการไม
แหยเพ ื่อนไมส งเสียงดังไมน ําสิ่งของมาเลนไมลุกเดินจากที่ไมเลนกบเพั ื่อนไมพดสอดแทรกคร ู ู
2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนของนักเรยนขณะท ี ี่ครูใหงานทําไดแก การ
ทํางานท่ครี ูมอบหมายไมลุกเดินจากที่ไมเลนกับเพื่อนและไมคุยกนั
สวน Evertson (2540 : 19-29) ไดกลาวเอาไวถึงกระบวนการของหองเรียนระดับ
ประถมศึกษาซึ่งกระบวนการของหองเรียนดังกลาวนั้นหมายถึงแนวทางที่จะทําใหแต ละงาน
กิจกรรม สิ่งที่ตองทําหรือที่ตองปฏิบัติเปนประจําภายในหองเรียนสามารถดําเนินไปอยางมีลําดบั
ขั้นตอนที่ชัดเจนเพื่อใหสามารถปองกันพฤติกรรมหรือจัดการกับพฤติกรรมที่เปนปญหาของ
นักเรียนและดาเนํ ินกจกรรมต ิ างๆ ภายในหองเรียนดวยความราบรื่น30
ดังนั้นจึงสามารถนํากระบวนการของหองเรียนในบางกระบวนการทมี่ ีความเกยวเน ี่ องก ื่ ับ
พฤติกรรมความมีระเบียบวินยในห ั องเรียนของนักเรียนมากําหนดเปนขอบเขตของพฤติกรรม
ความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนของนักเรยนได ี เนื่องเพราะกระบวนการของหองเรียนดังกลาว
บางกระบวนการมีความครอบคลุมในแตละงานกจกรรม ิ สิ่งที่ตองทําหรือที่ตองปฏิบัติเปนประจํา
ภายในหองเรียนอยางครบถวนและสมบูรณอย ูแลวดังนี้
1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนกเรั ียนในการเรมติ่ นแตละวัน
2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนกอนเริ่มตนบทเรียน
3. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนในการแจกอุปกรณหร ือเอกสารการเรียน
4. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะครูกาลํ ังสอน
5. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะนั่งทางานรายบ ํ ุคคล
6. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะอยในกล ู ุมยอย
7. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะอยนอกกล ู ุมยอย
8. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนในขณะทครี่ ูถูกรบกวนขณะครูกําลังสอน
9. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะการทํางานของนักเรียนเสร็จสมบูรณ
จากขอบเขตของพฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยในหองเรียนของนักเรยนตามท ี ี่กลาวมาแลว
ขางตนพอที่จะประมวลโดยองครวมเพื่อใหเกิดความสอดคลองและครอบคลุมในแตละประเด ็นที่
เปนพฤติกรรมหลักโดยอิงอยูบนพนฐานทางธรรมชาต ื้ ิในบทบาทของทั้งครูและนักเรียนที่สามารถ
เกิดขึ้นไดในหองเร ียนพฤตกรรมความม ิ ีระเบียบวินยในห ั องเรียนของนักเรียนจึงมีขอบเขตของ
พฤติกรรมใน 3 ลักษณะดังนี้ (ลัดดา บุญทรง,2548 : 53 ; วีรศักดิ์ไชยเสน, 2548: 50; สุจิตตรา
แกวตะรัตน, 2548 : 62)
พฤติกรรมความมีระเบียบวินยของน ั ักเรยนในการเตร ี ยมความพร ี อม ประกอบดวย
1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนในการเรมติ่ นแตละวัน
2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนในการแจกอุปกรณหร ือเอกสารการเรียน
3. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนกอนเริ่มตนบทเรียน
พฤติกรรมความมีระเบียบวินยของน ั ักเรยนในการเร ี ยนการสอน ี ประกอบดวย
1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะครูกาลํ ังสอน
2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนเมื่อครูถูกรบกวนขณะทครี่ ูกําลังสอน
พฤติกรรมความมีระเบียบวินยของน ั ักเรยนในการท ี ํางานประกอบดวย
1. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะนั่งทางานรายบ ํ ุคคล
2. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะอยในกล ู ุมยอย31
3. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนขณะอยนอกกล ู ุมยอย
4. พฤติกรรมความมีระเบยบว ี ินัยของนักเรียนเมื่อการทางานของน ํ ักเรยนเสร ี ็จสมบูรณ
การอบรมเลี้ยงดู
การที่จะใหการอบรมเลี้ยงดูเด็กใหเหมาะสมนั้นพอแมและผ ูปกครองจําเปนจะตอง
ประพฤติปฏิบัติใหสอดคลองกับพัฒนาการของเด็กในแตละวัยและแตละสถานการณ แวดลอม
พอแมและผูปกครองควรตระหนกวั าเปาหมายในการเลี้ยงดูเด็กคือการพัฒนาใหเดกสามารถพ ็ ึ่ง
ตนเองไดทั้งในดานอารมณความคิดและการกระทํา สามารถปรับตัวอยูในสังคมไดอยางมีความสุข
และทําใหผูอื่นมีความสุขดวย นอกจากนพี้ อแมและผูปกครองควรสรางความเชื่อมนในตนเองของ ั่
เด็กใหเพิ่มมากขึ้นทําใหเดกม็ ีความสามารถในการควบคุมตนเอง มีความรับผิดชอบและสามารถ
แสดงความคิดเห็นที่เปนประโยชน ตอสังคม ซึ่งจะชวยใหการพัฒนาประเทศชาติและชวยใหการ
พัฒนาประเทศสามารถกระทําไดอยางรวดเร็ว
1. ความหมายของการอบรมเลี้ยงดู
คําวาการอบรมเลี้ยงดู (Child care) มีนักจตวิ ิทยานักการศึกษาและผูรูหลายทานไดให
ความหมายของการอบรมเลี้ยงดูไวหลายความหมายดวยก ันดังนี้
กรรณิการวจิตรส ิ ุคนธและดารณีสายะวนั (2529 : 22, อางถึงในทะนงคสุขเกษม, 2544
:11) ไดใหความหมายของการอบรมเลี้ยงดูไววาการอบรมเลี้ยงดูคือกระบวนการสอนที่มุงใหเด็ก
ประพฤติในสงทิ่ ี่ควรประพฤติเปนพฤติกรรมที่พึงปรารถนาและหลีกเลี่ยงการประพฤติใน
พฤตกรรมท ิ ี่ไมพึงปรารถนาโดยมีจุดมุงหมายใหเด ็กไดเจริญเติบโตขึ้นเปนผูใหญที่สามารถจะ
ควบคุมตนเองไดมีความรับผิดชอบและมระเบ ี ียบวินยในตนเอง ั
ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2526 : 22, อางถึงในเชิดภัก ศิรสิุข,2543: 33) ไดใหความหมาย
ของการอบรมเลี้ยงดูไววาเปนการปฏ ิบัติของผูปกครองตอเด็กในดานการลงโทษเด็กการใหรางวัล
เด็กการเปนต วอย ั างแกเด็กการควบคุมเดก็
ดวงเดือน พันธุมนาวินและเพ็ญแข ประจนปจจนกึ (2520: 24, อางถึงในสุนันทพรมดี,
2540 : 16) กลาวถึงการอบรมเลี้ยงดูวาการอบรมเลี้ยงดูคือการที่บิดามารดาหรือผูดูแลเด็กปฏิบตัิ
ตอเด็กและเรียกรองใหเด็กปฏิบัติตอตนเองและผูอื่นในทานองต ํ าง ๆ แทนการอบรมเลี้ยงดูก็คือ
การที่ผูเลี้ยงดกูับเด็กมการต ี ดติ อเกี่ยวของกันอันเปนทางให ผูเลี้ยงสามารถใหรางวลหร ั ือลงโทษ
การกระทําตาง ๆทําใหเดกได ็ เลียนแบบผเลู ี้ยงดูดวย32
ดวงเดือน ศาสตราภัทร (2522 : 18-22, อางถึงในสุนันทพรมดี, 2540 : 16) ไดกลาวถึง
การอบรมเลี้ยงดูไวดังนี้คือบุคลิกภาพและพัฒนาการของมนุษยขึ้นอยูกับการอบรมเลี้ยงดูตั้งแต
วัยเด็กเด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูดวยความร ักความอบอุนจะมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง สามารถ
ปรับตัวและสรางความสัมพันธกับคนอื่นๆ ไดสวนเด็กทขาดความร ี่ ักความอบอุนจากพอแมจะรูสึก
วาตนเองถูกทอดทิ้ง มีลักษณะกาวราว ปรับตัวในสังคมไมได
เชิดภกั ศิริสุข (2543 : 33) กลาววาการอบรมเลี้ยงดูคือการปฏิบัติของพอแมหรือ
ผูปกครองในการเลี้ยงดูเอาใจใสและสงเสริมใหบุตรมีพฒนาการด ั านรางกาย อารมณสังคม และ
สติปญญา
ณรงคศักดิ์ตะละภัฎ และคณะ (2529 : 37, อางถึงในเชดภิ ัก ศิริสุข , 2543 : 33) กลาววา
การอบรมเลี้ยงดูไมไดหมายถ ึงการใหนมปอนขาวอาบน้ําทําใหลูกเจริญเติบโตขึ้นเพียงอยางเดียว
แตยังหมายรวมถึงพฤติกรรมของมนุษยสมผั ัสทั้งหลายที่ปฏิบัติตอลูกตั้งแตแรกเกิดตลอดชวงเวลา
อันยาวนาน
สุนันทพรมด (2540 : 23) ี ไดกลาวถึงความหมายของการอบรมเลี้ยงดูไววาการอบรม
เลี้ยงดูหมายถึงการที่พอแมผูปกครองปฏิบัติตอลูกดวยวิธีการตางๆ เพื่อตอบสนองความตองการ
ของลูกในดานตางๆ และจะสงผลตอพฤติกรรมดานตางๆ ดวย
นันทนา แทนธานี (2534 : 27-28, อางถึงในสุนันทพรมดี, 2540 : 16) ใหความหมายวา
ของการอบรมเลี้ยงดูไววาการอบรมเลี้ยงดูหมายถึงการที่ผูปกครองปฏิบัติตอเด็กเพอสนอง ื่
ความตองการที่จําเปนของเด็กทั้งทางดานรางกายและจตใจ ิ เพื่อใหเดกม็ ีสุขภาพกายและสุขภาพจติ
ที่ดีและนอกจากนั้นยังมีการใหคําแนะนําสงสอนอบรมเพ ั่ ื่อใหเด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม
วิเชียร ทองนชุ (2521 : 211, อางถึงในเชิดภัก ศิริสุข , 2543 : 33) กลาววาการอบรมเลี้ยงดู
คือการปลูกฝงลักษณะทางบคลุ ิกภาพใหแกเด็กพอแมเปนผ ูฝกอบรมใหเด็กไดแสดงความค ิด
พฤติกรรมตาง ๆทั้งในดานความสามารถความรูทักษะความสนใจ ทัศนคติอุปนิสัยอารมณและ
วัฒนธรรม
จากการศึกษาเอกสารดังกลาวขางตนพอจะประมวลไดวาการอบรมเลี้ยงดูคือการปฏิบัติ
ตนของผูปกครองในการที่จะเลี้ยงดูลูกและใหการสอนการอบรมให ปฏ ิบตัิตนเปนคนดีใหมี
พัฒนาการในดานรางกายอารมณสังคมและสติปญญาและเพื่อใหเด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสมและ
สามารถที่จะควบคุมตนเองได33
2. ความสําคัญของการอบรมเลี้ยงดู
ผูรูหลายทานไดกลาวถึงความสําคัญของการอบรมเลี้ยงดูไวในหลากหลายร ูปแบบดังนี้
ฉวีวรรณ กินาวงศ (2533 : 40-42 , อางถึงใน สุนันทพรมดี, 2540 : 16) กลาววาการที่เด็ก
มีความมั่นใจและมั่นคงทางอารมณเพียงใดนั้นขึ้นอยกู ับการอบรมเลี้ยงดูเปนสําคัญเพราะเดกท็ ี่
ไดรับการอบรมเลี้ยงดูอยางอสระจะม ิ ีความเชื่อมั่นในตนเองมากกวาเด็กที่ถูกเขมงวดตลอดเวลา
โดยเฉพาะเวลาที่เด็กเขาสูโรงเรียนเปนครั้งแรกเดกจะต ็ องปรับตัวเปนอยางมาก
สชาุ จันทนเอม และสุรางคจันทนเอม (2520 : 120 ) กลาววา “พอแมหรือผูใหการเลี้ยงดู
จะเปนผูมีอิทธพลต ิ อรูปแบบของพฤติกรรมเด็กจนถึงวัยรุนเพราะเปนส ิ่งแวดลอมแรกและใกลชิด
ที่สุด” ครอบครัวที่ทําหนาทใหี่ การอบรมเลี้ยงดูที่ดีหรือไมดีนั้นจะเปนผ ูใหรูปแบบและมีผลตอเดก็
เปนอยางมาก
ฉลอง ภิรมยรัตน (2521 : 211) กลาววา “วัยรุนดีหรือชวั่ ในอนาคตจะอยูในชวงน ี้โดยมี
พอแมใหการเลี้ยงดูถาใหการอบรมเล ี้ยงดูที่ดีถูกตองก็จะรอดพนระยะอันตรายไปไดแตถาใหการ
อบรมเลี้ยงดูทผี่ ิดหรือไมมีเวลาเอาใจใสลูกหรืออบรมผิด ๆ ก็จะทําใหเดกม็ ีพฤติกรรมที่ไมด” ี
อารีรังสินันท (2527 : 167,อางถึงในสุนันทพรมดี, 2540 : 24) ไดกลาววาบดามารดา ิ คือ
ผูมีบทบาทสําคัญที่สุดในการสงเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ดานของเด็ก ซึ่งไดแกดานรางกายดาน
อารมณดานสงคมและด ั านสติปญญา การที่เด็กเจริญเตบโตเป ิ นเด็กทแขี่ ็งแรง มีสุขภาพอนามยดั ีมี
การปรับตัวกบเพั ื่อนฝูงไดดีและมีความคดสร ิ างสรรคเปนผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูของบิดามารดา
สุรางคโควตระกูล (2541 : 60-61) กลาววา เด็กวัยกอนเรียนเปนระยะวิกฤติของการ
พัฒนาการทางอารมณการสงเสริมและชวยใหเด ็กมีความสุข มีความเบิกบานจะเปนรากฐานส ําคญั
ของการปรับตัวหรือการสรางความสัมพันธกับผูอื่นซึ่งเปนผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูทางบานทาง
ครอบครัวที่ใหความรักความอบอุนจะทาใหํ เดกกล ็ าหาญที่จะมีปฏิสัมพันธกับผูอื่นอยางมั่นใจ
วราภรณรกวั จิัย (2533, อางถึงในสุคนธเจียรกลาง,2535 : 9) ไดกลาวถึงความสําคัญของ
การอบรมเลี้ยงดูไววาพอแมทุกคนปรารถนาที่จะใหลูกเปนพลเมืองที่ดีของชาติมีความเจริญ
กาวหนา มีความสุขประสบผลสําเร็จและมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมใหดีขึ้นตามลําดับโดยให
มีคุณภาพมีประสิทธิภาพในดานตางๆ เพื่อความอยูรอดในสังคมพอแมม ีบทบาทและหนาที่ที่สําคัญ
เพราะฉะนั้นพอแม จึงควรรูจกวั ิธีการอบรมเลี้ยงดูที่จะทําใหเด็กมีความสามารถพัฒนา
พฤติกรรมการแสดงออกในแนวทพี่ ึงประสงค
รุจิระ สุภรณไพบูลย (2531,อางถึงในสุคนธเจียรกลาง, 2535 : 9) กลาวไววาเด็กมความ ี
แตกตางกนั เนองจากการอบรมเล ื่ ี้ยงดูที่แตกตางกันโดยเฉพาะในวยเดั กบ็ ุคลิกภาพอปนุ ิสัยตาง ๆ จะ
ถูกกําหนดและวางรากฐานไวและจะตดติ วตั อไปจนตลอดชีวิตดังนั้นการอบรมเลี้ยงดูจึงมี34
ความสําคัญมาก บทบาทของพอแมที่มีตอลูกกลาวคือการใหความรกความอบอ ั ุนการเอาใจใส
ตั้งแตแรกเกิดจะชวยใหเดกเต็ ิบโตทางกายจิตใจอารมณส ังคมไดอยางดีที่สุดและจดประสบการณ ั
สิ่งแวดลอมทดี่ ีจะชวยพ ัฒนาการทางดานสติปญญาและเปนการเตรียมความพรอมเพื่อใหเด็กได
เรียนรู ประสบการณใหมๆ และสามารถอยูในสังคมไดอยางมีความสุข (เมธินินทรภิญูชน
,2531,อางถึงในสุคนธเจียรกลาง,2535 : 9)
จากการศึกษาเอกสารตาง ๆที่เกี่ยวของกับความสําคัญของการอบรมเลี้ยงดูพอจะสรุปไดวา
การอบรมเลี้ยงดูจะมีอิทธิพลตอพัฒนาการดานตางๆ ของเด็กทั้งทางดานรางกาย สติปญญาอารมณ
และสังคมทั้งนี้พอแมเปนผ ูที่มีหนาที่และบทบาทที่สําคัญในการอบรมเลี้ยงดูเดก็ ซึ่งการอบรม
เลี้ยงดูแตละแบบนั้นก็จะสงผลตอพฤติกรรมของเด็กใหเป นไปในทางทีดีหรือไมดในอนาคตได ี
กระบวนการในการอบรมเลี้ยงดูเปนสิ่งที่มความส ี ําคัญในอันที่จะกําหนดบุคลิกภาพของเด็กให
เปนไปในแบบตางๆพอแมนับวาเปนบ ุคคลแรกและเปนบ ุคคลสําคัญที่จะชวยใหเดกม็ ีพัฒนาการ
และบุคลิกภาพอยางเหมาะสม เนื่องจากพอแมเปนผูอยูใกลชิดเด็กตงแตั้ แรกเกิดหากวาเด็กไดรับ
ความรักความอบอุนตั้งแรกเมื่อเด็กโตขึ้นเด็กก็จะเปนผ ูที่มีพฤติกรรมที่พึงประสงค
3. รูปแบบของการอบรมเลี้ยงดู
การอบรมเลี้ยงดูเด็กเปนท ั้งศาสตรและศิลปพอแมผูปกครองจะตองมความร ี ูความเขาใจใน
การเลี้ยงดูเด็กอยางเพยงพอจ ี ึงจะสามารถอบรมเลี้ยงดูเดกได ็ ดีตามความประสงคที่ตองการการให
การอบรมดูแลและเลี้ยงดูมนษยุ นนเป ั้ นสิ่งที่ทําไดยากทงนั้ ี้เพราะมนุษยมีพัฒนาการทางสมองสูง มี
ความสามารถในการคิดการตัดสินใจและการเลือกสรรหากพอแมหรอผื ูปกครองใชวิธีการอบรม
เลี้ยงดูที่ไมเหมาะสมหรือการใชการอบรมเลี้ยงดูแบบไมม ีการปรับหรือการยืดหยุนทฤษฎแลี วจะทํา
ใหการเลยงดี้ ูไมประสบผลสําเร็จรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูบุตรของแตละครอบคร ัวจะแตกตางกัน
ไปตามลักษณะนิสัยฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งนี้ขึ้นอยูกับความรูความเขาใจความเชื่อ
คานิยมสภาพแวดลอม และความเอื้ออํานวยในดานตางๆ ดังที่ทิศนา แขมมณีและคณะ (2535,
อางถึงในสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ , 2540 32-33) ไดประมวลลักษณะการอบรม
เลี้ยงดูเดกตามว ็ ิถีชีวิตไทยไดเปน 10 แบบดังนี้
1) การใหอิสระเชิงควบคุม เปนการอบรมเล ี้ยงดูที่ผูใหญใหอิสระแกเด ็กในการตัดสินใจ
เรื่องราวตาง ๆ เกี่ยวกับตนเองใหเดกช็ วยตนเองแตผูใหญจะควบคุมดแลอย ู ูหาง ๆ
2) การควบคุมเชงละเลย ิ เปนการอบรมเลี้ยงดูที่ผูใหญคอยควบคุมดูแลใหอยูในสายตาของ
ผูใหญแตไมควบคุมตลอดกระบวนการการควบคุมไมคงเสนคงวาขึ้นอยูกับอารมณของผ ูใหญ35
3) การยอมรับแบบไมแสดงออกผูใหญใหการยอมรับเด็กโดยไมแสดงออกอย างชัดเจน
ทางพฤติกรรม ผูใหญจะแสดงการยอมรับโดยการกอดจูบเมื่อเด็กยังเล็กแตจะเหินหางเมื่อโตขึ้น
การเฉยหรือนงของผ ิ่ ูใหญถือวาเปนการแสดงการยอมรบเดั ็กแตถาไมพอใจผูใหญจะวากลาว
ตักเตือน
4) การเปนแบบอยางเดกเร็ ียนรจากการเล ู ียนแบบพฤติกรรมผูใหญซึ่งมีทั้งพฤติกรรม
ทางบวกและพฤติกรรมทางลบ
5) การใหเด็กสัมพันธกับสภาพแวดลอมและรวมสถานการณ แลวเกิดการเรียนรูตาม
ธรรมชาติคือใหเด็กไดเรยนร ี จากส ู ัมผัสและสัมพันธกับสภาพแวดลอมที่เปนบุคคลวตถั ุและ
ธรรมชาติรอบตัว
6) การใชพฤติกรรมทางวาจาอยางมากและแสดงเหต ุผลนอย
7) การใชอํานาจในการอบรมเลี้ยงดูทั้งอํานาจทางวาจาและทาทาง
8) การไมคงเสนคงวาการแสดงพฤติกรรมของผูใหญขึ้นอยูกับอารมณของผูใหญ
9) การมีผูเลี้ยงดูเด็กหลายคน
10) พอแมสนองความตองการของเด็กเปลี่ยนแปลงไปตามวยัวุฒภาวะ ิ และเพศของเดก็
วราภรณรกวั จิัย (2533,อางถึงในสุคนธเจียรกลาง ,2535 :11-12) ไดแบงวิธีการอบรม
เลี้ยงดูไว 4 วิธีดังนี้
1) การอบรมเลี้ยงดูแบบใหความรักความอบอุนแบบประชาธิปไตยเปนการอบรมเล ี้ยงดู
โดยใชคาถา 3 บทไดแกความรักความเขาใจความเอาใจใสในการเลี้ยงดูเด็กตองใชเหตุผลกับเด็ก
ใหเดกร็ ูสึกวาตนไดรับการปฏิบัติอยางยตุธรรม ิ พอแมตองใหความสําคัญกับลูกโดยถือวาลูกคือ
สวนที่มีความสําคัญตอครอบครัวพอแมใหสิ่งที่ลูกตองการจริง ๆ จัดประสบการณตางๆ ใหตรงกบั
พัฒนาการของลูกตามความเหมาะสมกับความสามารถทางรางกายอารมณสังคม และทักษะของ
ลูกโดยไมบังคับใหลูกทําในสิ่งที่ลูกไมอยากทําหรือไมสามารถท ําไดใหการยอมรับและยกยอง
โดยสรางความเชื่อมั่นในตนเองใหลูกใหอิสระลกในการกระท ู ํากจกรรมต ิ าง ๆ เอาใจใสและ
ชวยเหลือแนะนําลูกตามความเหมาะสม ยอมรับความสามารถและใหสทธิ ิลูกในการตดสั ินใจหรือ
แกปญหาดวยตนเองพอแมต องใหกําลังใจใหคําปรึกษาใหความมนคง ั่ และความรสูึกปลอดภัย
ตลอดจนชี้แนะแนวทางการดํารงชีวิตแตละวยแก ั ลูกเพื่อลูกจะไดเกดการเร ิ ียนรูที่จะอยูอยางมี
ความสุข
2) การอบรมเลี้ยงดูแบบคาดหวังเอากับเด็กเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมเรียกรองเอาจาก
ลูกโดยพอแมม ีความตองการเคี่ยวเข็ญใหทําตามที่พอแมตองการหรือคาดหวังไวพอแม จะกําหนด
วิถีชีวิตใหกับลูกลูกตองทําตามจุดประสงคของพอแมลูกมีหนาทจะต ี่ องท ําตามทุกอยางแมไมชอบ36
3) การอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยปละละเลยเปนการอบรมเล ี้ยงดูที่พอแมไมสนใจที่จะอบรม
สั่งสอนลูกปลอยใหลูกทําอะไรตามอําเภอใจไมมีใครคอยชี้แนะแนวทางที่ถูกตองเหมาะสมไม
สนใจความเปนอย ูไมดแลยามเจ ู ็บปวยใหความร ักแบบลําเอียงหรือดดุ าลงโทษรุนแรงเกินเหตุ
บางครั้งก็ปลอยหนาทเลี่ ี้ยงดูเด็กใหคนอื่นเลี้ยงดูตามมีตามเกิดซึ่งอาจจะเปนเพราะฐานะทาง
เศรษฐกิจของครอบครัวหรือเปนลูกที่เกดมาโดยพ ิ อแมไม ตั้งใจใหเกดหร ิ ือเปนครอบครัวที่แตกแยก
4) การอบรมเลี้ยงดูแบบรักถนอมมากเกินไปเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมตามปกปองดูแล
ลูกมากเกินไปไมใหลูกไดรบความล ั ําบากหรืออันตรายคอยใหความชวยเหลือลูกทุกอยางจนลูกไม
รูจักวิธีชวยเหลือตนเองไมรูจักการแกปญหาดวยตนเอง
รุจิระ สุภรณไพบูลย (2531, อางถึงในสุคนธเจียรกลาง, 2535 : 13-14) ไดแบงวิธีการ
อบรมเลี้ยงดูออกเปน 4 ประเภทคือ
1) การอบรมเล้ยงดี ูแบบไมยอมร ับบางครอบครัวที่ยังไมพร อมที่จะมีลกู จึงไมตองการลูก
พฤติกรรมที่แสดงใหเห็นถึงความไมตองการของพอแมคือคลอดลูกแลวทิ้งไวที่โรงพยาบาลทิ้งลูก
ใหอดอยากกงขั ังในหองพอแม บางคูจะทงลิ้ ูกไวกับผูเลยงนานๆ ี้ โดยไมหวงหรือไมสนใจบางราย
นําลูกไปโรงเรียนประจําหรือฝากเลี้ยงกบสถานเล ั ี้ยงเดก็ เปนตนทําใหเด็กทไดี่ รับการเลี้ยงดูแบบนี้
จะเปนเด็กที่มลีักษณะเก็บกดยอมรับสภาพนั้นเงยบขร ี ึม ขี้อายและหนีสังคมหรือกาวร าวในสังคม
มีความกระตือรือรนสูงขี้อิจฉาคนอื่นในบางครั้งจะมีพฤติกรรมที่ตอตานพอแมบางครั้งจะเปลี่ยน
ชื่อตนเองเสียใหมไมยอมรับชื่อที่พอแมตั้งให
2) ลักษณะการอบรมเลี้ยงดูแบบรักมากเกนไป ิ พอแมที่เลี้ยงดูลูกแบบรักลูกมากเกินไปหรือ
ปกปองคุมครองเกินไปพบวา มีลักษณะพนฐานของการเล ื้ ี้ยงดูเปน 2 ลักษณะดวยก ันคือ
2.1 เห็นลูกเปนเด ็กตลอดเวลาแมวาลูกจะโตแลวก็ตาม
2.2 ปองกันและขัดขวางวุฒภาวะทางส ิ ังคม เชนแนะนําสงสอนอย ั่ ูตลอดเวลาเตรียม
บทเรียนและแบบฝกหัดใหเลือกวิชาเรียนใหตอสูอุปสรรคใหทุกอยางไมยอมใหลูกเขาใกลสิ่งที่
เปนอันตรายไมยอมใหไปไหนคนเด ียวเลอกเพ ื ื่อนใหคบเดกท็ ี่ไดรับการเลี้ยงดูแบบนี้จะมีลักษณะ
ที่สมาคมกับเพื่อนไมไดขี้อายไมเปนตวของต ั ัวเองไมมความส ี ุขบางคนจะมีอาการทางจิตทาง
การแพทยเรียกวาติดแมมภาวะไม ี สมบูรณมีอาการตาง ๆ เชนปวดศรษะ ี ระบบยอยอาหารไมดีมี
อาการโรคประสาท เด็กจะหาประสบการณทางสังคมจากหนังสือและในที่สุดจะแสดงอาการ
ตอตานเชนดมสื่ ุราหรือเที่ยวเตรในทางไมดี
3) ลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมเกินไปพอแมจะต ั้งขอกําหนดวางกฎเกณฑ
ตาง ๆ ใหลูกทาํ เพื่อใหประสบความสําเร็จในชวีิตอยางที่พอแมตองการ ซึ่งบางครั้งความหวัง
เหลานั้นเกินความสามารถที่เด็กจะทําไดเด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้ถาเด็กมความสามารถ ี37
ใกลเคียงกับความมุงหวังของพอแมเดกจะเป ็ นบุคคลทมี่ ีแรงขับสูงและมักประสบความสําเร็จใน
ชีวิตแตมพฤต ี ิกรรมที่แสดงออกมา มักจะเปนบุคคลที่มีแรงขับสูงและมักจะประสบความสําเร็จใน
ชีวิต มีความกงวลเคร ั งเครียด สวนเด็กที่มความสามารถต ี ่ํากวาความมงหว ุ ังของพอแมจะแสดง
ปฏิกิริยาโดยการหนีสถานการณนั้นๆบางครั้งจะพูดปดเพื่อใหพอแมพอใจจุดเดนของพฤติกรรม
ของเด็กที่ไดรบการอบรมเล ั ี้ยงดูแบบน้คีือ มีอาการกังวลใจรูสึกเปนปมดอยบางครั้งจะหนเขั าพึ่ง
ศาสนา บางครั้งมีอาการโรคประสาท เชนตอตานการกระทําของพอแมและเปนคนกลัวงายเปนต น
4) ลักษณะการอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยเด็กทไมี่ เปนระเบยบี เปนผลของการเลี้ยงดูแบบ
ปลอยหรือเปนเพราะพ อแมให อิสระมากเกินไปโดยทั่วไปแมที่เลี้ยงลกประเภทน ู ี้มกจะบ ั นในเร ื่อง
ตาง ๆ เชนตองอ านหนังสือใหลูกฟงขณะทลี่ ูกกินขาวหรอตื องแตงตัวใหมิฉะนนจะไปโรงเร ั้ ียน
สายเด็กที่ไดรบการอบรมเล ั ี้ยงดูแบบปลอยจะมพฤต ี ิกรรมที่ยึดตนเปนใหญไมมีระเบยบี กาวราว มี
พฤติกรรมตอตานเกรี้ยวกราด
เมธินินทรภญิ ูชน (2530, อางถึงในสุคนธเจียรกลาง,2535 : 15-16) กลาววาเด็กจะเปน
อยางไร มีบุคลิกภาพและนสิัยอยางไรขึ้นอยูกบวั ิธการอบรมเล ี ี้ยงดูของพอแมซึ่งการอบรมเลี้ยงดู
ของพอแมแบงได 3 วิธีดังนี้
1. บรรยากาศที่เขมงวดกวดขนในครอบคร ั ัวลักษณะนี้พอแม จะตองเปนใหญ ลูกจะตอง
เชื่อฟงพอแมท ุกอยางไมมสีิทธิ์แสดงความคิดเห็นใด ๆทั้งสิ้นเด็กทถี่ ูกเลี้ยงในลักษณะนี้จะขาด
ความคิดริเริ่ม เก็บตัวไมแสดงออกเพราะกลัวความผิดขาดความอบอนขาดความเช ุ อมื่ ั่นในตนเอง
2. บรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงตามอารมณพฤติกรรมของพอแมนั้นไมแน นอน ถาพอใจก็จะ
โอจนเกินเหตุในขณะที่พอแมอารมณดีลูกทําผิดก็จะไมถูกลงโทษไมวาความผิดนั้นจะรุนแรง
เพียงใดก็ตาม แตถาพอแมอารมณไมดีลูกกจะถ ็ ูกลงโทษในบางครั้งการกระทํานั้นไมม ีความผิดเดก็
ที่อยูในครอบครัวลักษณะนจะเป ี้ นคนไมกลาคิดไมกลาตัดสินใจไมเช อฟื่ งขาดความรักความอบอุน
อารมณไมมั่นคง
3. บรรยากาศที่มเหตี ุผลพอแมม ีทาทียอมรับความคิดเหน็ และการกระทาของล ํ ูกอยาง
สมเหตุสมผลเปดโอกาสใหเด็กไดแสดงออกอย างเต็มที่มีสวนรวมกับกิจกรรมในบานไดรับความ
อบอุนอยางเหมาะสม ลักษณะบรรยากาศแบบนี้จะทําใหเด็กมีความคดริ ิเริ่มสรางสรรครูจักการ
แกปญหา มีความรับผิดชอบเชื่อมั่นในตนเองและมีลักษณะพึ่งตนเองได
Faw. T. and Belkin (ดุษฎีโยเหลา,2535,อางถึงในสํานักงานคณะกรรมการการศึกษา
แหงชาต, 2540 : 33) ิ กลาวถึงการอบรมเลี้ยงดูของพอแมว าแบงออกเปน 4 แบบคือ
1) การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย (Democratic Pattern of Parenting) ซึ่งเปนการ
อบรมเลี้ยงดูทพี่ อแมใหความอบอุนและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับเด็กการอบรมเลี้ยงดู38
แบบนี้คลายกบการใช ั อํานาจอยางมีเหตุผลเด็กที่ไดรับการอบรมแบบนี้จะคลองแคลวเปนอิสระ
และมีความคิดริเริ่มสรางสรรค
2) การอบรมเลี้ยงดูแบบใหความอบอุนแตควบคุมอยางเขมงวด (Warmth but Restrictive
Pattern of Parenting) การอบรมเลี้ยงดูแบบนี้พอแมใหความรักความอบอุนแกลูกแตม ีการควบคุมสูง
เด็กจากครอบครัวที่มีการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้จะชวยต วเองได ั นอยมีความคิดริเริ่มสรางสรรคต่ํากวา
เด็กอื่น
3) การอบรมเลี้ยงดูแบบปฏิเสธและควบคุม (Rejecting and Controlling Pattern of
Parenting) การอบรมเลี้ยงดแบบน ู ี้พอแมใหความรักความอบอุนนอยแตควบคุมสูงเด็กจะมีลักษณะ
ขาดความเชื่อมั่นลงโทษตนเองและหนหีางจากสังคม จิตใจไมมนคง ั่
4) การอบรมเลี้ยงดูแบบปฏิเสธและปลอยตามใจ (Rejecting and Autonomous Pattern of
Parenting) พอแมใหความรักความอบอุนนอย และไมสนใจที่จะควบคมหร ุ ืออบรมแนะนําเด็ก
ลักษณะของเดกจากครอบคร ็ ัวแบบนจะควบค ี้ ุมตัวเองไดน อย มีความกาวร าว
กวินทรธรรมนุต (2522 : 27-30 , อางถึงในสุนันทพรมดี, 2540 :28-29) ไดแบงการอบรม
เลี้ยงดูออกเปน 3 ลักษณะคอื
1. การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมรวมกันรับผิดชอบ
เปนอันหนึ่งอนเดั ียวกนั การตัดสินใจใด ๆภายในครอบครัวเกิดขนจากการเห ึ้ ็นชอบของสมาชิก
ทุกคนในครอบครัวโดยถือเอาความสุขของสวนรวมเปนใหญ ลูกมีโอกาสใชความสามารถอยาง
เต็มที่และรับผิดชอบตอกิจกรรมตาง ๆ ของครอบครัว มีโอกาสหัดคดริ ิเริ่มและตัดสินใจจากสิ่งเล็ก
ไปสูงานใหญพอแมสนองความต องการพนฐานของล ื้ ูกใหความรกัความเอาใจใสและใหโอกาสที่
จะคบหาสมาคมกับเพื่อนเมื่อมีปญหาเกดขิ ึ้นทุกคนมสีวนออกเสียงและใหความเห็นถาเกิดการ
ขัดแยงกันขึ้นก็เปดโอกาสใหทุกคนไดใชเหตุผลในการโตแยงกนั
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบเขมงวดครอบครัวนสี้ วนใหญพ อจะเปนหัวหนาครอบครัวเปน
ผูหาเลี้ยงครอบครัว มีอํานาจเด็ดขาดในครอบครัวตั้งกฎเกณฑให ลูกปฏิบัติตามสทธิ ิที่จะจัดการกบั
สมาชิกในครอบครัวตามที่ตนเองปรารถนาการตัดสินใจใด ๆ ของครอบครัวลูกไมมีสิทธิออกเสียง
ดวยความตองการของลูกไมไดรับการตอบสนองเสมอไป พอแมไมแสดงความรักใครต อลูกลูก
ไมไดรับอนุญาตใหออกไปไหนไกลบานผลการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้ลูกมักขาดความสมพั ันธอยาง
ใกลชิดกับพอแมทําใหขาดความคิดริเริ่มสรางสรรคขาดความเชื่อมั่นในตนเองขี้อายไมเปนตวของ ั
ตัวเองขาดความอบอุนมั่นคงปลอดภัยไมสามารถต ัดสินใจดวยต ัวเองในบางเรื่องเพราะไมเคย
ไดรับการตัดสนใจด ิ วยตนเองมาก อน39
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยปละละเลยการอบรมเลี้ยงดูลักษณะนี้พอแมมีความ
คิดเห็นในการอบรมเลี้ยงดูไปคนละทางตามความเหนชอบของตน ็ พอแมไมไวใจซ ึ่งกนและก ั นั
และไมสนใจลูกเทาที่ควรพอแมมักจะเชอวื่ าเด็กจะดีกด็ีเองจะชวกั่ ็ชวเอง ั่ ทําใหไมค อยสนใจ
รับผิดชอบในการอบรมสั่งสอนลูกเกยวก ี่ ับความประพฤติเมื่อเกิดปญหาเฉพาะหนาขึ้นกับลูกพอแม
ก็ไมใหการชวยเหลือแนะนําพอแมมักจะใชอํานาจรุนแรงกับลูกทําโทษโดยใชอารมณปราศจาก
เหตุผลเด็กที่เกดมาในบรรยากาศเช ิ นนจะร ี้ สูึกขาดความอบอุนจากพอแมมองโลกในแงราย
ไมไววางใจผ ูอื่นไมมีโอกาสไดเรียนรูหรอฝื กฝนใหมีคณธรรม ุ ขาดความมีระเบยบว ี ินัยและความ
ซื่อสัตยมีการเรียนรูกฎเกณฑจากผูใหญมากขึ้นเดกจะย ็ ดตนเองเป ึ นจดศุ ูนยกลาง ดอดื้ ึงและชาง
ปฏิเสธ
ดวงกมล เวชบรรยงรัตน (2530: 552 – 533) ไดกลาววาวธิีการอบรมเลี้ยงดูเดกเป็ น
สภาพแวดลอมของครอบครัวอีกประการหนึ่งที่มีความสําคัญในการอบรมเลี้ยงดูเดก็ เพราะการ
อบรม เลี้ยงดูจะเปนไปไดตามเปาหมายหรอไม ื เพียงใดนนั้ ยอมขึ้นอยูกบความพร ั อมและการ
ยอมรับจากเดก็ความเหมาะสมของวิธีการอบรมเลี้ยงดูเดกท็ ี่จะนํามาใชกับเด็กแตละคนยอมแตกตาง
กันไปตามสภาพและความพรอมทางกายและจิตใจของเด็กบางครั้งพอแม ผูปกครองอาจตอง
ปรับปรุงรูปแบบและวิธีการเลี้ยงดูหลาย ๆวิธีมาใชใหเกดประโยชน ิ ในการเล ี้ยงดเดู กด็ วยและได
กลาววาวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กโดยทวั่ ๆ ไปกําหนดไวกว าง ๆ 3 วิธีคือ
1. การอบรมเลี้ยงดูแบบปกปองเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมผูปกครองใหความดแลเอาใจ ู
ใสเด็กมากเปนพ ิเศษที่คนทวไปม ั่ ักเรยกว ี า “ไขในหนิ” พอแมจะคอยปกปองไมใหเด็กไดรับความ
กระทบกระเทอนท ื ั้งทางรางกายและจิตใจเด็กที่เคยไดรบการอบรมเล ั ี้ยงดูแบบนี้มกจะขาดความ ั
พรอมที่จะตอสูดวยตนเอง ชอบที่จะพึ่งพาคนอื่นอยูเสมอ ไมเปนตัวของตัวเองเดกเหล ็ านี้จะเปน
เด็ก “หัวออน” สอนงายอบรมงายเชื่อฟงผใหญ ู ไมดื้อดึงเด็กประเภทนมี้ ักจะปรับตวกั ับผูใหญไดดี
แตกับเพื่อนรนเดุ ียวกนมั ักจะเปนที่รําคาญเพราะเพื่อนๆ ไมอยากทจะเป ี่ นภาระดูแลเด็กประเภทนี้
ดังนั้นเด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูแบบนจี้งมึ ักรูสึกโดดเดี่ยว มเพี ื่อนนอย เก็บตวั มีความหวาดกลวั
ตอสภาพแวดลอมงาย
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบเขมงวด การอบรมเลี้ยงดูแบบเขมงวดมีความแตกตางจากการ
อบรมแบบปกปองในดานตรงกันขาม กลาวคือพอแมจะมีความเขมงวดกวดขันกับภารกิจใน
ชีวิตประจําวันตลอดจนความคิดความเชื่อและการกระทําตาง ๆ ของเด็กเปนอยางมากจนกระทั่ง
ทําใหเดกหวาดกล ็ ัวไมกล าและไมแนใจในการตัดสินใจที่กระทําส่งติ าง ๆ ลักษณะของพฤติกรรม
ของเด็กที่ไดรบการอบรมแบบน ั ี้อาจแสดงออกไดสองลักษณะคือ มีความหวาดกลวัไมกลา
ตัดสินใจและอีกประการหนึ่งคือกลาตัดสินใจอยางบาบิ่นลักษณะพฤติกรรมทั้งสองประการที่40
เกิดขึ้นนจะม ี้ ีผลอยางมากตอพฤติกรรมของเด็กที่จะเติบโตเปนผูใหญตอไปในอนาคต เด็กที่ไดรับ
การอบรมแบบ เขมงวดนี้จะเปนเด็กทเครี่ งครัดปฏิบัติตามระเบียบวนิัยเพราะไมกลาตัดสินใจ
กระทําดวยตนเองแต บางครั้งเมื่อถึงคราวที่จะตองตัดสินสินใจในเรื่องที่ไมมีระเบียบใดๆ รองรับก็
จะทําไมไดสวนพวกที่ตดสั ินใจอยางบาบนกิ่ ็จะไมสนใจระเบียบวินยั พึงละเลยโดยจะใชตนเองเปน
หลักทําตามทตนเองชอบ ี่
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยเปนการอบรมที่ใหอิสระในการกระทําแกเด็กเด็ก
จะไดมีความคดความอ ิ านตดสั ินใจดวยตนเอง ซึ่งเปนประโยชนอยางยงในการด ิ่ ํารงชีวิตในสังคม
ปจจุบันแตอยางไรก ็ตาม การฝกประชาธิปไตยใหแกเดกต็ องพึงระลึกถึงการสรางความเขาใจใน
เรื่องของประชาธิปไตยใหเด ็กเขาใจอยางแทจริงเชนการที่จะใหเดกร็ ูวาตนมีสิทธิที่จะทําอะไร ๆ ก็
ไดก็ตองใหเดกเร็ ียนรูดวยว าการมีสิทธิเชนนั้นเขาจะตองมีหนาที่พึงปฏิบัติอยางไรบางเพื่อใหมาซงึ่
สิทธินั้นๆ โดยทั่วไปแลวการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยมักจะทํากันอยางไมถ ูกตองคือแทนที่
จะทําความเขาใจกับเด็กทําขอตกลงก ันไวกอนใหเดกยอมร ็ ับกอนกลับปลอยใหเด็กทาอะไรตามใจ ํ
ชอบจนในทสี่ ุดเด็กกจะเป ็ นคนเอาแต ใจตนเองจะเอาอะไรต องใหไดอย างใจถาไมได ก็จะประทวง
แสดงความไมพอใจ ซึ่งถาพอแม วากลาวเดกก็ ็จะอางวาพอแม ไมใหอิสระไมมีประชาธิปไตยแสดง
ใหเห็นวาเด ็กยงไม ั เขาใจในเรื่องประชาธิปไตยดพอี
สมพร สุทัศนีย (2541 : 88) ไดแบงลักษณะการอบรมเลี้ยงดูเดกไว ็ 6 แบบดังนี้
1. การอบรมเลี้ยงดูที่เขมงวดกวดขันเกินไปเด็กจะกลายเปนคนท ี่ไมกลาเพราะเมื่อเด็กทํา
อะไรพอแมมกจะเห ั นว็ าผิดแบบแผนระเบียบกฎเกณฑไปเส ียหมด มกจะเป ั นครอบคร ัวสมัยเกาที่
ยึดติดกับประเพณีโบราณเดกจะกลายเป ็ นคนที่เงียบเรยบร ี อยเมื่อมาอยูโรงเรียนจะกลายเปนคนที่
ใจนอยหงุดหงิดทนคนอื่นไมไดในที่สุดจะกลายเปนเดกท็ ี่ชอบอยูคนเดียวเงียบๆ และหนีสังคม
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบตามสบายเดกจะท ็ ําอะไรก็ไดพอแมไมดุไมว าจะผิดหรือถูกเด็ก
จะกลายเปนคนไมมีระเบยบี ซุกซนจนเกนเหต ิ ุไมรูจกเกรงใจผ ั ูอื่นผลที่สุดเขากับเพอนไม ื่ ได
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบไมคงเสนคงวาจากการกระทําอยางเด ียวกันของเด็กบางครั้งเดก็
จะไดรับการดุตําหนิบางครงพั้ อแมก็เฉยๆบางครั้งก็ไดรบคั ําชมเชย ทําใหเดกเก็ ดความไม ิ มั่นใจ
ไมแนใจขลาดกลัวและวิตกกังวลในที่สุดจะกลายเปนคนเงียบขรึม แยกตัวและหนีสังคมไดเชนกนั
4. การอบรมเลี้ยงดูแบบเยาะเยยถากถางเม ื่อเด็กทําผิดทําใหเด็กไมมีความมั่นใจคับแคน
และเก็บกดความรูสึกเอาไวเมื่อมีโอกาสจะแสดงออกในลักษณะกาวราวรุนแรงและเจาอารมณ
เพื่อที่จะระบายความคับแคนน ั้นๆ
5. การอบรมเลี้ยงดูแบบใชอํานาจเฆี่ยนตีและดุดา มกจะเก ั ดจากพ ิ อแมทมี่ ีฐานะไมด ี
การศึกษาต่ําเมื่อมีอารมณโกรธแคนตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะหาทางระบายกับลูก ๆทําใหเด็กโกรธแคน41
และเก็บกดความรูสึกเอาไวเมื่อมาอยูที่โรงเรียนจะมีกิรยากิ าวราวชอบแกลงและแหยเพื่อนเพื่อ
ชดเชยการกระทําของพอแมที่เคยโหดรายกับตน
6. การอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยปละละเลยพอแม มักไมให ความสนใจเพราะร ักงานมากกวา
จึงไมมีเวลาใหลูก ๆ เหตุนี้จึงทําใหเดกกลายเป ็ นคนขี้อายไมกลาพูดกับคนอื่นเพราะไมเคยปฏิบัติ
ตนเชนนนกั้ ับพอแมมักจะทาสํ ิ่งตางๆ เพ่อเรื ียกรองความสนใจตลอดเวลา
เชิดภกั ศิริสุข (2543 : 6) ไดแบ งการอบรมเลี้ยงดูออกเปน 3 รูปแบบ ดงนั ี้
1. แบบประชาธปไตย ิ คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบยอมรับเดก็ สนิทสนมและเลนกับเดก็ ให
เหตุผลตามหลักวิทยาศาสตรฝกใหเด็กรูจกหน ั าที่รับผิดชอบฝกใหมีความเชื่อมั่นในตนเองให
ความรักและฝกให พึ่งตนเอง
2. แบบเขมงวดกวดขันคือการอบรมเล้ยงดี ูแบบใชอํานาจบังคับลงโทษ เผด็จการและ
คาดหวังเอาจากเด็ก
3. แบบปลอยปละละเลยคือการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งไมเอาใจใสหรอสนองความ ื
ตองการของเดก็
สวนปรียา เกตุทัต (2527: 262-264) ไดจําแนกลักษณะการอบรมเลี้ยงดูของพอแมออกเปน
4 ประเภทดังนี้
1. การอบรมเลี้ยงดูแบบอัตตาธิปไตยเปนการอบรมเลี้ยงดูที่พอแมเปนใหญ และเขมงวด
กวดขนมาก ั พอแม ควบคุมอยางใกลชิดเดกไม ็ มีโอกาสไดเปนอสระหร ิ อเปื นตัวของตวเอง ั ไมมี
โอกาสตัดสินใจดวยต วเอง ั พอแมจะออกคําสั่งใหปฏิบัติตาม จนกระทั่งเด็กเกิดความรูสึกวาตนเอง
ไมมีอิสระตองตกอยภายใต ู กฎข อบังคับและระเบียบวินยตั าง ๆ เด็กจะเกิดภาวะอึดอดใจ ั เพราะไมม ี
อิสระที่จะกระทําสิ่งที่เขาตองการพอแมมกจะใช ั การลงโทษในการปรบพฤต ั ิกรรมที่ไมพึงประสงค
เด็กที่ไดรับการอบรมเลี้ยงดูแบบนี้มักจะมระเบ ี ียบวินยและส ั ุภาพเรียบรอย มักจะทําสิ่งตางๆ ดวย
ความระมัดระวังขี้อาย มีสตมากเก ิ ินไปและมักไวตอความรูสึกในขณะเดยวก ี ันเด็กจะมีลักษณะที่
ไมพึงปรารถนาไดแกเก็บตวั ใจนอย ชอบพึ่งพาผูอื่นมีความมั่นคงทางอารมณนอยไมสามารถ
สรางความสัมพันธอันดีกับผอูื่นเปนที่วางายและเปนผ ูตามในบานแตมกไม ั ยอมตามเมื่ออยสู ังคม
ภายนอก ชอบหาเรื่องทะเลาะเบาะแวงหงดหง ุ ิดบางครงกั้ าวราวตื่นกลัว ชอบตอตานสังคม เมื่อโต
ขึ้นจะรูสึกวาผูอื่นเอาเปรียบเขาจากการวจิยของ ั Baumrind พบวาการอบรมเลี้ยงดูเดกหญ ็ ิงจะมี
ความเปนอิสระมีพฤติกรรมที่มีจุดมุงหมายและเด็กชายจะมีความรับผดชอบต ิ อสังคมสูงเด็กจะเปน
อิสระเมื่อพอแมไมอยูมีแรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์สูงแตมีพฤติกรรมแบบไมเขากบคนอ ั ื่นงาย และไมคอย
ใหความรวมม อื42
2. การอบรมเลี้ยงดูแบบปลอยปละละเลยหรอทอดท ื ิ้ง เปนแบบตรงกันขามก ับประเภท
แรกโดยสิ้นเชงิพอแมประเภทนี้ไมสนใจที่จะอบรมสั่งสอนเด็กปลอยใหเด ็กมีอิสระมากเกินไป
ยอมใหเด ็กทําตามใจไมคอยชี้แนวทางที่ถกตู องใหทําใหเปนเด็กที่ขาดเหตุผลไมเชอฟื่ งใครและมกั
มีอารมณฉุนเฉียวโกรธงายกาวราวเด็กประเภทนี้มักมาจากพอแมหาเช ากินค่ําหรือครอบครัวที่มี
ลูกมากจนไมม ีเวลาดูแลไดทั่วถึงเด็กประเภทนี้จะมีอาการเซื่องซึม ไมสามารถปรับตัวไดดื้อรั้น
กระวนกระวายใจอยูเสมอ ชอบกาวราวระรานผูอื่นมีเจตคติที่ไมดีตอพอแมบางครั้งถึงกับเกลียด
พอแมซึ่งสวนใหญเดกกล ็ ุมนี้มักจะมีความผิดปกติทางจิตคอนขางสูง
3. การอบรมเลี้ยงดูแบบทะนุถนอมหรือรักมากเกินไปไดแก วิธีที่พอแมผูเลี้ยงคอยเอาใจใส
ปกปองคุมครองชวยเหลือเดกมากเก ็ นไป ิ เด็กไมเคยไดรบความล ั ําบากไมมีโอกาสเรียนรูการพึ่งพา
ตนเองเมื่อโตขึ้นเด็กไมสามารถชวยตนเองไดเอาแตใจตนเอง ไมเคยมีใครขัดใจไดไมมีความคิด
ริเริ่มสรางสรรคเนื่องจากคิดพึ่งจากผูอื่นตลอดเวลาไมรจูักแกปญหาดวยตนเอง ลักษณะของเด็ก
ประเภทนี้จะขาดความเชื่อมั่นในตนเองไมสามารถเขากับเพื่อนไดเห็นแกตัวเพราะเคยเปนแต ผรูับ
เทานั้นพบมากในเมืองไทย สวนในประเทศตะวนตกน ั ยมน ิ ั้นเลี้ยงลูกใหพึ่งตนเองมากกวา
4. การอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตย เปนลกษณะของการอบรมส ั ั่งสอนดวยเหตุผลให
โอกาสเด็กไดแสดงความค ิดเห็นตัดสินใจ มีสวนรับรูรับผิดชอบตอกิจกรรมของครอบครัวสามารถ
แสดงความสามารถของตนเองไดเต็มที่พอแม คอยแนะนําแนวทางที่ถูกตองดวยเหตผลุ เด็กเหลานี้
จะมีความคดริ ิเริ่มสรางสรรคมีความรับผิดชอบและมีความเชื่อมั่นในตวเอง ั มีคุณลักษณะของการ
เปนผูนําที่ดีและพึ่งตนเองไดเด็กที่ไดรับการอบรมแบบนี้จะเปนเด็กที่มสามารถปร ี ับตัวไดดีและ
รวดเร็วกลาแสดงความคิดเห็นใหความรวมม ือกับผูอื่นไดดีมีความมนคงทางอารมณ ั่ และมี
ความรูสึกนับถือตนเองและมีแรงจูงใจใฝส ัมฤทธิ์สูงและมักจะเปนเดกท็ ี่ประสบความสําเร็จในการ
กระทํากจการต ิ าง ๆ ไดดีมสีัมพันธภาพกบบั ุคคลอื่นไดดี
ดวงเดือน พันธุมนาวิน (2524 : 4-16, อางถึงในสุนันทพรมดี,2540 : 27) ไดกลาวถึง
วิธีการอบรมเลี้ยงดูไว 5 แบบคือ
1) วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนหมายถึงการที่บิดามารดารายงานวาในการปฏบิัติ
ที่มีตอบุตรตนไดแสดงความรักใครเอาใจใสสนใจทกขุ สุขของบุตรของตนมากนอยเพ ียงใดนอก
จากนั้นยังเกี่ยวของกับความสนิทสนม การสนับสนุนชวยเหลือและการใหความสําคญกั ับบุตร
2) วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบใชเหต ุผลหมายถงึการที่บิดามารดาไดอธ ิบายเหตุผลใหแกบตรุ
ในขณะที่มีการสงเสริมหรือขัดขวางการกระทําของบุตรหรือลงโทษบุตรนอกจากนนบั้ ิดามารดาที่
ใชวิธีการนยี้ังใหรางวัลและลงโทษบุตรอยางเหมาะสมกับการกระทําของบุตรมากกวาจะปฏิบัติตาม
อารมณของตนเอง43
3) วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบลงโทษทางจิตมากกวาทางกายหมายถึงการลงโทษที่บิดา
มารดาปฏิบัติตอเด็กโดยการดุดาการริบวตถั ุสิ่งของการงดแสดงความรักใครเมตตาและการตัด
สิทธิตาง ๆ มากกวาจะลงโทษโดยการเฆี่ยนตี
4) วิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมหมายถึงการออกคําสั่งใหเดกท็ ําตาม แลวผูใหญคอย
ตรวจตราใกลชิดวาเด็กคอยทําตามหรือไมถาเด็กไมทําตามก็จะลงโทษเด็กดวย สวนการควบค ุม
นอยหมายถึงการปลอยใหเด็กรูจักตดสั ินใจเองวาควรท าํ หรือไมทําสิ่งใดและเปดโอกาสใหเดก็
เปนตัวของตวเองบ ั อยครั้งโดยไมเขาไปยุงกับเด็กมากนกัผูใหญมักสับสนเกี่ยวกับการควบคุมเด็ก
และการทําตนใกลชิดเดก็ 2 วิธีตางกันระหวางวิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบลงโทษทางจิตมากกวาทาง
กายกับวิธีการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม
5)การอบรมเลี้ยงดูแบบใหพึ่งตนเองหมายถึงการเปดโอกาสใหเดกได ็ ทากํ ิจกรรมตาง ๆ
ในชีวิตประจําวันดวยตนเอง ภายใตการแนะนําและการฝกฝนจากบ ดามารดา ิ หรือผูเลี้ยงดูอื่นๆซึ่ง
จะทําใหเดกช็ วยต วเองได ั เรว็และไมตองพึ่งพาผูอื่นมากและนานจนเกินไป
การอบรมเลี้ยงดูเด็กเปนองค ประกอบที่มความส ี ําคัญยิ่งตอการที่จะพฒนาการทางด ั าน
บุคลิกภาพรวมทั้งการพัฒนาทางดานคุณธรรมจริยธรรมของเด็ก ซึ่งการอบรมเลี้ยงดูเปนการอบรม
ใหเดกม็ พฤต ี ิกรรมตามที่สังคมและพอแมคาดหวังไวกับเด็กเดกจะม ็ ีพฤติกรรมอยางไรนั้นขึ้นอยู
ที่วาพอแมและผ ูปกครองเลี้ยงดูเดกด็ วยว ธิีการหรือลักษณะอยางไรพฤติกรรมและบคลุ ิกภาพตางๆ
ของเด็กจะเปลยนไปตามร ี่ ูปแบบและวิธีการอบรมเลี้ยงดูของพอแมทั้งนี้วิธีการอบรมเลี้ยงดูที่ดีนนั้
ขึ้นอยูกับการวเคราะห ิ พจารณาเล ิ ือกวิธการท ี ี่เหมาะสมของพอแมที่จะใชกับลูกของตนแตขอพึง
ระลึกที่สําคัญสาหร ํ ับพอแมก ็คือการใชวิธการใดๆ ี ก็ตามควรกระทําใหสม ่ําเสมอและตอเนื่องความ
ไมแนนอนในอารมณของพอแมและความไมแนนอนในการใชวิธีการอบรมเลี้ยงดูจะเปนผลราย
อยางยิ่งในการอบรมเลี้ยงดูเดก็ เพราะจะทําใหเดกเก็ ดความส ิ ับสนไมแนใจทําใหเด็กปฏิบัติตาม
ไมถูกถาพอแมมีทาทีในการเลี้ยงดูเดกอย ็ างเครงครัดควบคุมบังคับเรียกรองเอาแตใจน ั้นเดกจะ ็
เจริญเติบโตขึ้นเปนผูที่มีบุคลิกภาพออนแอประสาทออนไมมีความมนใจ ั่ ขาดความเขาใจและ
ยอมรับผูอื่นจะเปนคนที่ตดสั ินใจเองไมเปน หรือไมกด็ื้อดึงไมฟงใครเลยและมีบุคลิกภาพกระดาง
กอกวนผูอื่น
ดังนั้นจึงเห็นไดวารูปแบบและวิธีการอบรมเลี้ยงดูของพอแม ที่แตกตางกันยอมมีผลตอ
พฤติกรรมของเด็กเปนอย างยิ่งและวิธีการอบรมที่แตกตางก ันนี้สงผลใหเด กม็ ีพฤติกรรมและ
ลักษณะจิตใจที่แตกตางกนั เชนการเลี้ยงดเดู ็กที่ผูเลี้ยงดใชู เหตุผลการตัดสินใจใดๆ เกดจากความ ิ
เห็นชอบของสมาชิกฟงเสียงสวนใหญของสมาชิกเปนการฝกใหเด็กรูจักคิดตั้งแตเร ื่องใกลตัวเดกท็ ี่44
เติบโตมาในครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูเชนนจะเป ี้ นเด็กที่มีความเชื่อมั่นในตนเองกลาคิดกลาแสดง
ออกรูจักตัดสนใจ
อ้างอิง : http://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2010/6410/9/Chapter2.pdf
อ้างอิง : http://kb.psu.ac.th/psukb/bitstream/2010/6410/9/Chapter2.pdf